วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

อู่ข้าวอู่น้ำ "อยุธยา"

     
       ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน บรรพบุรุษได้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ จวบจนชั่วลูกชั่วหลานให้อยู่อย่างสงบสุขจนถึงปัจจุบัน และถ้าจะพูดถึงการตั้งถิ่นฐานที่ทำมาหากินตลอดจนที่อยู่อาศัย กว่าจะมาเป็นประเทศไทยได้จนถึงทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ของไทยก็ผ่านช่วงเวลาที่สำคัญมาเป็นอย่างมาก อาณาจักรได้สับเปลี่ยนไปตามราชวงศ์กษัตริย์ผู้ปกครองผืนแผ่นดิน ได้มีการสร้างอาณาจักรที่หลากหลาย หรือเรียกกันว่ายุคของประวัติศาสตร์ ใช่ค่ะ ในครั้งนี้อดที่จะพูดถึงไม่ได้นั่นก็คือ "อาณาจักรอยุธยา" ที่ซึ่งเป็นราชธานีอู่ข้าวอู่น้ำที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในสมัยนั้น แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ราชธานีที่เคยยิ่งใหญ่กลับถูกจารึกไว้เป็นเพียงหลักฐานผ่าตัวอักษรและยังมีโบราณสถานที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในขณะนั้น ในอยุธยามีสถานทีท่องเที่ยวที่สำคัญๆมากมายให้ไปย้อนรอยประวัติศาสตร์ จะเป็นสถานที่ใดบ้างนั้น ติดตามไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

แต่ก่อนอื่นขอบอกให้ได้ทราบประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอาณาจักรอยุธยาอย่างคร่าวๆให้ได้รู้กันก่อนนะคะ

http://notkolo.com/variety/img_news/title/original1/2664/8664/title_ttmnews_8664-20180308121742.jpg

        อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์ (ฮอลันดา) อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐฉานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และคาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน อยุธามีการปกครองที่ยาวนานถึง 417 ปี
        คำว่า "อยุธยา" แปลว่า การรบไม่แพ้

http://www.uasean.com/images/blog/kerobow01/20130922132337.jpg

1. วัดพระศรีสรรเพชญ์
        วัดดพระศรีสรรเพชญ์ตั้งอยู่ในเขตตำบลประตูชัย สร้างขึ้นในบริเวณที่เป็นพระราชวังหลวงในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพ.ศ. ๑๙๙๑ ทรงย้ายพระราชวังไปสร้างใหม่ทางด้านเหนือริมแม่น้ำลพบุรี และยกบริเวณพระราชวังเดิมให้เป็นพุทธาวาสของวัดพระศรีสรรเพชญ์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงประกอบพระราชพิธีทางศาสนาทั้งส่วนพระองค์และพระบรมราชวงศ์รวมทั้งพระราชพิธีอื่นๆของรัฐ เช่น พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ และเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระอัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์ภายในวัดประกอบด้วยโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ เจดีย์ทรงระฆังกลมขนาดใหญ่ ๓ องค์ เป็นประธานของวัด เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (องค์ที่ ๑ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก) และพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (องค์ที่ ๒ ตรงกลาง)ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๕ ส่วนเจดีย์อีกองค์หนึ่งนั้น (องค์ที่ ๓ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก) เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ โปรดให้สร้างขึ้นภายหลัง

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb.jpg

2. วัดมหาธาตุ
        เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ใกล้วัดราชบูรณะ ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว กษัตริย์องค์ที่ 3) เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร (กษัตริย์องค์ที่ 2) เมื่อครั้งพระองค์ได้กลับมาครองราชสมบัติอีกครั้ง โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งเป็นจุดที่พระองค์เคยทอดพระเนตรเห็น พระบรมสารีริกธาตุเปล่งแสงสว่างและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
         ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางเมืองและเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

https://travel.mthai.com/app/uploads/2018/01/DSC00604.jpg

3. วัดพุทไธศวรรย์
        วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่งของจังหวัดอยุธยา จุดที่น่าสนใจภายในวัด คือ ปรางค์ประธาน องค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม และอีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาสักการะ คือ องค์พ่อจตุคามรามเทพ ซึ่งวิหารอยู่ด้านหลัง บริเวณริมน้ำมีพระบรมรูป “พระมหากษัตริย์ห้าพระองค์” ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) สมเด็จพระเอกาทศรถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้วนเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย

https://img.kapook.com/u/2018/Tanapol/travel/february/watchai/w3.jpg

4. วัดไชยวัฒนาราม
           วัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา แต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือนครละแวกโดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด
        วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อมาหลังจากนั้นทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้


        และในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่ได้มีวัดให้เที่ยวชมเพียงเท่านี้ ยังมีวัดอื่นๆอีกหลายแห่งที่น่าสนใจให้สักการะและเที่ยวชม นอกจากวัดวาอารามแล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อาทิ ตลาดน้ำ พิพิธภัณฑ์ และอื่นๆ สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้มาเที่ยวและสัมผัสความเป็นไทย ก็อยากให้ลองมาเที่ยวที่อยุธยากันสักครั้ง รับรองจะไม่เสียใจ เพราะอยุธยามีประวัติศาสตร์อันยาวนาน บรรพบุรุษได้เสียสละเพื่่อปกป้องผืนแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยมาจนถึงทุกวันนี้ จงภูมิใจที่เกิดเป็นชาติไทยและช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยไว้ให้ตราบนานเท่านาน สมกับที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดให้แก่บรรพชนคนรุ่นหลัง


อ้างอิง
วัดไชยวัฒนาราม สืบค้นเมื่อ 22/10/2018 จาก https://travel.kapook.com/view189137.html
วัดพุทไธศวรรย์ สืบค้นเมื่อ 22/10/2018 จาก https://travel.mthai.com/blog/168577.html
วัดพระศรีสรรเพชญ์ สืบค้นเมื่อ 22/10/2018 จาก http://www.qrcode.finearts.go.th/index.php/th/historicalpark/phranakhonsriayutthaya/ayutthaya-02/ayutthaya-02-002/item/321-ayutthaya02-043
วัดไชยวัฒนาราม สืบค้นเมื่อ 22/10/2018 จาก http://www.museumthailand.com/th/3173/storytelling/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1/
วัดมหาธาตุ สืบค้นเมื่อ 22/10/2018 จาก  http://www.qrcode.finearts.go.th/index.php/th/historicalpark/phranakhonsriayutthaya/ayutthaya-02/ayutthaya-02-002/item/330-ayutthaya02-052

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ลองยังลองมาแล้วจะรู้ ที่พระราชวังทังลอง

        ซินจ่าว ^o^  สวัสดีค่ะทุก ๆ คน เห็นคำทักทายแบบนี้คงรู้กันแล้วนะคะว่าเป็นคำทักทายของประเทศเวียดนาม ที่แปลว่าสวัสดีนั่นเอง แหมมมถ้าจะเกริ่นมาซะขนาดนี้ก็บอกมาเลยดีกว่าว่าวันนี้ เจ้าของบล็อกจะพาให้ทุก ๆ คน ได้รู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนามนั่นเอง ถ้าจะให้นึกถึงประเทศเวียดนาม หลายคนอาจจะนึกถึงเมืองฮานอย ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม และในเมืองนี้เองยังมีสถานที่สำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์ให้ได้ตามรอยกลิ่นอายของความเป็นเวียดนามในอดีต ซึ่งสถานที่นั้นก็คือ พระราชวังทังลอง (Imperial Citadel of Thang Long) คงอยากรู้กันแล้วใช่ไหมละคะว่า พระราชวังทังลองแห่งนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง ถ้าอยากรู้แล้ว มาติดตามกันไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

http://www.thaigoodview.com/files/u102287/tttt_0.jpg

พระราชวังทังลอง (Imperial Citadel of Thang Long)
        เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นด้วยหินทั้งหมด ซึ่งเป็นสมบัติของราชวงศ์ Ho และถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1379 แต่ยังคงหลงเหลือโครงสร้างให้เห็นในปัจจุบัน อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม เพราะเป็นราชวังหินแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยาวนาน จึงถูกยกย่องให้เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมในสมัยนั้น ๆ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโดยใช้เทคโนโลยีในแบบสมัยก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสงสัยว่าคนสมัยนั้นสามารถสร้างพระราชวังที่งดงามขนาดนี้ได้อย่างไร

        พระราชวังนี้มีความสวยงามเพราะว่ามีการผสมผสานศิลปะจากอาณาจักรสำคัญทั้ง 2 อาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรฮั่น (จีน) และ อาณาจักรจัมปาทางใต้
http://gothailandgoasean.tourismthailand.org/wp-content/uploads/2017/01/word-image-172.jpeg

        พระราชวังทังลองตั้งอยู่ในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เป็นพระราชวังเก่าแก่อายุกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หลี เวียต (Ly Viet) เพื่อประกาศเอกราชของอาณาจักรด๋ายเวียต (Dai Viet) ชื่อของอาณาจักเวียดนามโบราณ ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นทับป้อมปราการเดิมของจีนตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 7 ที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองและการทหารติดต่อกันนาน 13 ศตวรรษ ลักษณะรูปแบบการก่อสร้างเหมือนป้อมปราการของจีนในสมัยศตวรรษที่ 7 ซึ่งพระราชวังทังลองสร้างบนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ในช่วงที่เวียดนามปกครองด้วยกษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศ

https://hanoidiscovery.com/wp-content/uploads/2016/08/Thang_Lon_635806101283745620.jpg

        ส่วนค่าเข้าชม จะแบ่งเป็นผู้ใหญ่ค่าเข้าชมแค่ 16 บาทไทย (10,000 ดงเวียดนาม) และถ้าเป็นเด็กระหว่างอายุ 10-15 ปีก็จะเป็น 5,000 ดงเวียดนามหรือประมาณ 8 บาทไทย และเปิดให้เข้าชมทุกวันด้วย แต่ว่าในฤดูร้อนและฤดูหนาวก็เวลาเปิดทำการไม่เหมือนกัน ตอนหน้าร้อนเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวก็จะเปิดเวลา 7 โมงครึ่งถึง 5 โมงครึ่งในตอนเย็น

        อื้อหือเห็นราคาค่าเข้าถูกสุด ๆ ขนาดนี้ เป็นใครจะอดใจไหว ถ้าใครไม่ไปบอกไว้เลยนะคะว่าคุณจะพลาดมาก เพราะนอกจากพระราชวังทังลองแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายในเมืองฮานอยได้ไปเที่ยวชม และวิถีชีวิตของคนฮานอยก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ก็อย่างว่านะคะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ถ้าคุณไม่ออกเดินทางคุณก็จะไม่มีวันได้เห็นอะไรใหม่ ๆ นอกจากจะเป็นประสบการณ์ที่จะได้รับแล้ว ยังจะได้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมมากขึ้นอีกด้วย มัวรอช้าอยู่ใย เก็บกระเป๋าเริ่มออกเดินทางกันเลยค่าาา


อ้างอิง
        amazingthailand. (2560). สืบค้นเมื่อ 07/10/2561, จาก http://gothailandgoasean.tourismthailand.org/th/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2/
        คนเดินทาง. (มปป). สืบค้นเมื่อ 07/10/2561 จาก,https://www.konderntang.com/%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87/
        เสถียรพงศ์  ใจเย็น. (มปป). สืบค้นเมื่อ 07/10/2561, จาก http://aseannotes.blogspot.com/2014/07/4.html


วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

Fort Santiago in Manila ปูชนียสถานแห่งเสรีภาพ


ถ้าจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลาย ๆ คนคงนึกถึงปราสาทนครวัดที่ประเทศกัมพูชา วัดบุโรพุทโธที่ประเทศอินโดนีเซีย หรือเมืองประวัติศาสตร์อย่างพระนครศรีอยุธยาที่ประเทศไทยของเรานั่นเอง แต่นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกมากมาย ที่ไม่ว่าใครก็ตามสามารถไปแวะเวียนเที่ยวชมได้ และป้อมซานติเอโกในประเทศฟิลิปปินส์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ในเรื่องของสถาปัตยกรรมก็ยังมีความสวยงามอยู่ไม่น้อย ในครั้งนี้เจ้าของบล็อกจะพาให้ทุกคนได้รู้จักกับสถานที่แห่งนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร ถ้าอยากรู้เรามาตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

http://www.thaigoodview.com/files/u90552/191011_553000003079301.JPEG

ป้อมซานติเอโก (Fort Santiago) เป็นป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดของสเปนในฟิลิปปินส์ ซึ่งนับเป็นด่านแรกที่ป้องกันการโจมตีจากข้าศึกที่เข้ามาทางปากอ่าวมะนิลา ป้อมแห่งนี้ถูกทำลายจากการโจมตีของกองทัพสหรัฐ ต่อมาได้บูรณะซ่อมแซมเพื่อให้เป็น ปูชนียสถานแห่งเสรีภาพ ” (Shrine of Freedom)
ป้อมแห่งนี้ เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สวยงามดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุดจากยุคอาณานิคมของสเปนเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1571 ป้อมแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่คุมขังนักโทษมานานนับปีและยังเป็นที่กักขังวีรบุรุษแห่งชาติอย่าง ฟิริปปินส์ โฮเซ่ ไรซาล และยังเป็นที่กักขังเหล่านักรบเสรีภาพ ในช่วงเวลาการทำสงคราม ระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่นอีกด้วย

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/28/Fort_Santiago_Intramuros_Manila.jpg/338px-Fort_Santiago_Intramuros_Manila.jpg

เมื่อสมัยที่โปรตุเกสยังยึดครองเมืองมะละกา ป้อมปราการแห่งนี้ถูกใช้งานเป็นเสมือนด่านป้องกันเมืองมะละกา จากการบุกรุกของศัตรู โดยปกติป้อมนี้จะมีกำแพงยาวล้อมรอบเนินเขาเล็ก ๆ ชื่อว่าเนินเขามะละกา ซึ่งป้อมปราการแห่งนี้ได้ถูกใช้ทำหน้าที่เป็นอย่างดีมาเป็นเวลานานกว่า 150 ปี จนกระทั่ง ฮอลันดา ได้ยกทัพมาบุกรุกและสามารถยึดครองเมืองมะละกา ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2184

http://static.asiawebdirect.com/m/phuket/portals/philippines-hotels-ws/homepage/manila/fort-santiago/pagePropertiesImage/fort-santiago-manila.jpg.jpg


หลังจากที่ได้ทำการล้อมเมืองนี้อยู่นานถึง 5 เดือน และได้ทำการยึดเมืองมะละกามาจากชาวโปรตุเกสได้เรียบร้อยแล้ว ฮอลันดาก็ได้ทำการซ่อมแซมกำแพง และป้อมปราการแห่งนี้ให้กลับอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ จนกระทั่งในภายหลังเมืองมะละกาได้ถูกครอบครองโดยอังกฤษ ผู้ปกครองเกาะปีนังได้ส่งกัปตันวิลเลียม ฟาร์คูฮาร์ มาทำลายป้อมปราการแห่งนี้ เพื่อป้องกันการอ้างสิทธิครอบครองดินแดนของฮอลันดา แต่ป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ถูกทำลายไปทั้งหมด ทำให้ซากแห่งประวัติศาสตร์ของเมืองมะละกายังคงอยู่ และในปัจจุบันตัวโครงสร้างของป้อมปราการได้ถูกบูรณะซ่อมแซม เพิ่มเติมสวนหย่อมเขียวชอุ่มและมีโรงละครของป้อมซานติเอโก บริเวณป้อมซานติเอโกถือเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของอินทรามูรอส ตั้งอยู่บนถนนเจเนอรัลลูน่า เมืองหลวงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์นั่นเอง

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhoz6b8s_p649eqYF-Py45Bm4vMomttHnahNnllhL3WTIXDGakhorbjHXw07wnvz6F-khq9XkbmbgZ0UeZLI8Yo3TTOTMbgjBaXVC1DV5i3u2QywdYcoIuqsr3r3YsZB_05Aj24IAFcJ-C7/s1600/fort-santiago.JPG

เป็นยังไงกันบ้างคะกับประวัติที่น่าสนใจของป้อมแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่มีความน่าสนใจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว และยังเป็นสถานที่ที่สามารถเดินทางไปได้ง่าย แถมยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เดินทางไปสัมผัสกับบรรยากาศแห่งนี้ และหากใครมีโอกาสก็ไม่ควรพลาดที่จะไปเยือนสักครั้งในชีวิต


เพราะชีวิตมีครั้งเดียว ดังนั้นการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราได้ประสบการณ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เก็บกระเป๋าและเริ่มออกเดินทางกันเลยค่ะ Let's go!!!



อ้างอิง
ป้อมซานติเอโก ซากความงามของฟิลิปปินส์ (2014). ค้นหาเมื่อ 23/09/2018, จากhttps://www.dailynews.co.th/article/234313
ป้อมซานติเอโก (Fort Santiago) ประเทศฟิลิปปินส์ (2013). ค้นหาเมื่อ 23/09/2018, จากhttp://www.thaigoodview.com/node/160343?page=0,5
ข้อมูลเที่ยวฟิลิปปินส์ : ป้อมซานติเอโก (Fort Santiago) (2014). ค้นหาเมื่อ 23/09/2018, จากhttps://www.thaifly.com/index.php?route=news/news&news_id=828

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

เมืองน้ำคาน พระราชวังหลวงพระบาง

        หากจะพูดถึงประเทศลาว คงไม่พ้นเมืองหลวงพระบาง เมืองที่ซึ่งเต็มไปด้วยวิถีชิวิตอันเรียบง่ายบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น และผู้คนที่อาศัยอยู่เมืองหลวงพระบางแห่งนี้ ต่างก็เป็นมิตรและเป็นกันเองสุดๆกับนักท่องเที่ยว เมืองหลวงพระบางมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้ได้ไปเที่ยวชม ในครั้งนี้เจ้าของบล็อกจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลวงพระบางที่ควรไปสักครั้งในชีวิต จะเป็นสถานที่ใด เรามาดูกันเลยค่ะ

แต่ก่อนอื่นขอเล่าประวัติความเป็นมาของเมืองหลวงพระบางคร่าวๆให้ได้รู้จักกันก่อนนะคะ

https://th.readme.me/p/17531

        เมืองหลวงพระบาง หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่เป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านช้าง สมัยแรกเริ่มสถาปนาอาณาจักรล้านช้าง แต่เดิมมีชื่อว่า "เมืองซวา" (ออกเสียงว่า ซัว) และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น "เชียงทอง"
        เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. 1896 - พ.ศ. 1916) เสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งแท้จริงก็คือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเมืองพระนคร หรือเมืองเสียมราฐ และนำกองทัพนับพันกำลังเพื่อกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และสถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้นมาใหม่ และสถาปนาเมืองเชียงทองขึ้นเป็นราชธานีว่า กรุงศรีสัตนาคนหุตอุตตมราชธานี ต่อมาในรัชสมัยพระโพธิสารราชเจ้า พระองค์ได้ทรงอาราธนาพระบางซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวง เมืองเชียงทองจึงมีชื่อเรียกว่า "หลวงพระบาง" นับแต่นั้นมา

นอกจากนี้เมืองหลวงพระบางยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกด้วย!!!


  • สถานที่แห่งนี้คือ พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง)
    http://travel.trueid.net/detail/4wb7bpqnp9W
               พระราชวังหลวงพระบาง ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2447 สมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ สืบทอดต่อมาถึงสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว ภายหลังจากกาเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือที่ชาวลาวเรียกว่า “การปลดปล่อย” รัฐบาลลาวได้เปลี่ยนพระราชวังหลวงมาเป็น  “หอพิพิธภัณฑ์”  ในปี พ.ศ. 2519 หลังจากที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ที่นี่อีกต่อไป
http://laos-travel.blogspot.com/2013/09/blog-post.html

               ลักษณะแผนผังของตัวพระราชวังประกอบด้วยอาคารขวางด้านหน้า หลังคามุงกระเบื้องตรงกลางมีมุขยื่นออกมา มีหน้าบันเป็นรูปช้าง 3 เศียร มีฉัตรกางอยู่ตรงกลางข้างบนอันเป็นสัญลักษณ์ของราชอาณาจักรลาวล้านช้างในระบอบเดิมตรงเข้าไปเป็นห้องฟังธรรมของเจ้ามหาชีวิตและท้องพระโรง เบื้องหลังท้องพระโรงเป็นอาคารที่มีหลังคาเป็นยอดปราสาทหลังเดียวมองเห็นเป็นสง่าเด่นชัดจากภายนอกตัวอาคาร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ปีกทางด้านซ้ายมือเป็นห้องรับแขกของพระมเหสี
               ปัจจุบันมีของขวัญจากประเทศต่างๆจัดแสดงให้ชมอยู่ ทั้งจากประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์, ประเทศทางตะวันตก, เอเชีย รวมทั้งของประเทศไทยส่วนปีกทางด้านขวามือเป็นห้องรับแขกของเจ้ามหาชีวิต มีความสวยงามบรรยากาศเป็นแบบฝรั่งเศสปนลาว มีภาพเขียนบนผ้าใบผืนใหญ่กรุเต็มผนังขึ้นไปจรดเพดาน เขียนขึ้นในปีพ.ศ. 2473 แสดงถึง ฮีตครอง(จารีตประเพณี) ของคนลาว ในช่วงเวลาต่างๆของแต่ละวันรูปขบวนเจ้ามหาชีวิตเสด็จไปสรงน้ำพระที่วัดเชียงทองและวัดใหม่ รูปประเพณีบุญปีใหม่ลาว รูปตลาดตอนแลง (ตลาดเย็น) ซึ่งภาพเหล่านี้ถ่ายด้วยด้วยเทคนิคแบบ Impressionism ทั้งยังมีรูปหล่อครึ่งตัวอีก 4 องค์คือ เจ้ามหาชีวิตอุ่นคำ เจ้ามหาชีวิตสักรินทร์  เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ซึ่งหล่อมาจากประเทศฝรั่งเศสทั้งหมด
https://th.readme.me/p/17531

               พระราชวังหลวงพระบางเป็นอาคารแบบฝรั่งแต่หลังคาเป็นแบบทรงลาว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง หันหน้าเข้าสู่พระธาตุพูสี ตัวพระราชวังเป็นหมู่อาคารเตี้ยๆชั้นเดียว ตั้งอยู่บนพื้นยกสูง มีความงดงามลงตัวของศิลปะยุคอาณานิคมผสมกับศิลปะแบบล้านช้าง สภาพโดยรอบมีความร่มรื่นด้วยต้นไม้ที่ไม่หนาจนเกินไป
https://th.readme.me/p/17531

               ส่วนของห้องสุดท้ายของปีกด้านนี้ได้ถูกจัดให้เป็นห้องพระโดยเฉพาะภายในเป็นที่ประดิษฐานของ “พระบาง” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางอันศักดิ์สิทธิ์  มีลักษณะประทับยืน ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้น หันฝ่าพระหัตถ์ออกทั้งสองข้าง ซึ่งชาวลาวเรียกกันว่า “ปางประทานอภัย” หรือที่คนไทยเรียกว่า “ปางห้ามสมุทร” เป็นศิลปะเขมรสมัยหลังบายนอายุราว 300 ปี มาแล้ว หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ 90% หนัก 54 กิโลกรัม สูงราว 40 – 50 ซม. ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “เมืองหลวงพระบาง” อันหมายถึงเมืองที่มี “พระบาง” ประดิษฐานอยู่นั่นเอง
               ทุกวันขึ้นปีใหม่ลาว (ราวเดือนเมษายน) จะมีการอัญเชิญ “พระบาง” ลงมาประดิษฐานที่ “วัดใหม่” เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำสักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวหลวงพระบางและชาวลาวทั้งประเทศ ภายในห้องพระนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก สลักด้วยหินในรูปแบบศิลปะเขมรอีก 4 องค์ และมีกลองมโหระทึกอีกหลายใบซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่ามาจากที่ใดนอกจากนั้นยังมีพวงมาลา
ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งถวายเป็นพุทธบูชาไว้เมื่อครั้งเสด็จมายังประเทศลาวและเมืองหลวงพระบาง เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2533

http://www.sac.or.th/databases/seaarts/th/sculptureth/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7/item/518-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87.html

ประวัติการสร้าง
     พระพุทธรูปองค์นี้มีตำนานว่ากษัตริย์ขอมได้พระราชทานให้กับพระเจ้าฟ้างุ้ม  แต่ประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์เวียงคำอยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทองได้ในรัชกาลต่อๆมา  ท้ายสุด เมืองเชียงทองเองก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็นเมืองหลวงพระบางตามนามของพระพุทธรูป ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ได้กลายเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองประจำเมืองหลวงพระบาง
ลักษณะทางศิลปกรรม
     พระบางมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปในศิลปะขอมสมัยหลังบายน คือมีเม็ดพระศกเล็กเป็นหนามขนุน  ห่มคลุม แสดงปางประทานอภัยสองพระหัตถ์ ด้านหน้าของสบงมีจีบหน้านางอันแสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องกับศิลปะเขมร

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง
     **การแต่งกายในการเข้าชม : ต้องแต่งกายสุภาพ ห้ามใส่เสื้อแขนกุด กระโปรง หรือ กางกงขาสั้นอย่างเด็ดขาด
เปิดให้เข้าชม : 08.00-11.30 น. และ 13.30-16.00 น. (ปิดวันอังคาร)
ค่าเข้าชม : 30,000 กีบ (ประมาณ 118 บาท)
     
        เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับข้อมูลของพระราชวังหลวงพระบางที่มีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2447 คงน่าไปแวะเวียนเยี่ยมชมกันไม่มากก็น้อย และนอกจากพระราชวังหลวงพระบางแล้ว ยังมีสถานที่อื่น ๆ ในเมืองหลวงพระบางอีกมากมายให้ไปแวะเวียนเยื่ยมชม เช่น วัดวาอารามอันเก่าแก่ บ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์แบบโคโลเนียลสไตล์ หรือเที่ยวชมวิถีชีวิตอันแสนเรียบง่ายและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวหลวงพระบาง ที่ทุกคนจะต้องหลงใหลกับสิ่งที่ได้ไปสัมผัสอย่างแน่นอน


ยังไงก็ต้องไปให้ได้สักครั้งนะคะ!! เพราะการเดินทางคือการเรียนรู้


อ้างอิง
     พระราชวังหลวงพระบาง.(มปป).สืบค้นเมื่อ 08/09/2561, จากhttp://www.louangprabang.net/content.asp?id=88
     วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  หลวงพระบาง.(2561)สืบค้นเมื่อ 08/09/2561,  จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87
     รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี.  พระบาง.(มปป).สืบค้นเมื่อ 08/09/10, จากwww.sac.or.th/databases/seaarts/th/sculptureth/ลาว/item/518-พระบาง.html
     เอิงเอย.  10 ที่เที่ยว หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก(2561).สืบค้นเมื่อ 08/09/2561, จากhttp://travel.trueid.net/detail/4wb7bpqnp9W

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เจดีย์ชเวดากอง อัครสถานอันศักดิ์สิทธิ์

สวัสดีค่ะ ผู้ติดตามทุกท่าน ในครั้งนี้เจ้าของบล็อกจะพาทุกท่านได้ไปพบกับสถานที่สำคัญอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้ที่ต้องการแสวงบุญต่างก็พากันไปเยี่ยมเยือน สักการะบูชา และขอพรกันเพื่อเสริมสร้างบารมีและสิริมงคลให้แก่ตนเองมาแล้วทั้งนั้น และสถานที่ที่ว่าก็คือ เจดีย์ชเวดากองนั่นเอง ทุกท่านคงอยากรู้แล้วใช่ไหมคะ ว่าเจดีย์ชเวดากองนั้นมีความเป็นมาอย่างไร อย่ามัวรอช้า เรามาเริ่มทำความรู้จักกับเจดีย์ชเวดากองไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

https://pantip.com/topic/32815368

เจดีย์ชเวดากอง เป็นสถานที่สำคัญของพม่าที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ที่บริเวณเนินเขาเชียงกรุตะ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยคำว่า "ชเว" หมายถึง "ทอง" ส่วน "ดากอง" นั้นเป็นชื่อเมืองเดิมของย่างกุ้ง ตามตำนานเล่าว่าเจดีย์ชเวดากองนี้ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้ว แต่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเชื่อกันว่าสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 6-10 โดยชาวมอญ โดยเจดีย์ชเวดากองบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น บนยอดสุดของพระเจดีย์และเป็นมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า รวมการบูรณะแล้วขนาดของเจดีย์มีความสูงจนถึงบริเวณยอดกว่า 112.17 เมตร 
ประชาชนชาวพม่าส่วนใหญ่นับถือนิกายเถรวาท และยังมีบางส่นที่ยังเชื่อในเรื่องโหราศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าแต่ละคนจะมีดวงดาวประจำตัวที่ยึดเอาตามวันเกิด ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากโหราศาสตร์ฮินดู นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในเรื่องของสัตว์ประจำวันเกิด คือ ครุฑ สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ เสือ สำหรับคนเกิดวันจันทร์ สิงโต สำหรับคนเกิดวันอังคาร ช้างมีงา สำหรับคนเกิดวันพุธกลางวัน ช่างไม่มีงา สำหรับคนเกิดวันพุธกลางคืน หนู สำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี หนูตะเภา สำหรับคนเกิดวันศุกร์ และ นาค สำหรับคนเกิดวันเสาร์
สัญลักษณ์ต่าง ๆ กระจายล้อมรอบองค์เจดีย์ แต่ละจุดจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ ผู้สักการะจะนำดอกไม้ ธงต่าง ๆ ไปบูชาและสรงน้ำพร้อมกับภาวนาคำอธิษฐานที่ต้องการ ชาวพุทธนิยมเดินล้อมรอบเจดีย์ตามเข็มนาฬิกา

https://travel.mthai.com/blog/135863.html

สำหรับผู้ที่สนใจเดินทางไปสักการะเจดีย์ชเวดากอง สามารถเดินทางไปได้โดยเจดีย์ชเวดากองเปิดให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 04.00-21.00 น. การเปิดให้เข้าชมเป็นเวลายาวนานขนาดนี้ ก็เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกลับออกมาหลังตะวันตกดิน จะได้มีเวลาชมเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยวจะเริ่มขายตอน 6 โมงเช้าเป็นต้นไป ในด้านของบันไดทางเดินขึ้นสู่มหาเจดีย์นั้น บันได 104 ขั้น ทางทิศใต้มีผู้คนใช้มากที่สุดเนื่องจากเป็นช่องทางที่มาจากเมืองโดยตรง บันไดทางขึ้นที่ยาวที่สุดคือทางทิศตะวันตกซึ่งมี 166 ขั้นซึ่งเปิดให้ใช้หลังจากมีการบูรณะซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากเพลิงไหม้ในปี พ.ศ. 2475 ส่วนทางบันไดส่วนที่มีผู้คนใช้ที่สุดคงจะเป็นทางทิศตะวันออกเพราะใกล้กับตลาดตามถนนเบื้องล่าง ส่วนทางเข้าด้านทิศเหนือซึ่งถูกสร้างในปี พ.ศ. 2004 มักจะมีคนน้อยที่สุด


https://goeasyholiday.com/product/5139.html

เวลาผ่านพ้นมาหลายช่วงสมัย เจดีย์ได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่องตามช่วงสมัยของผู้นำต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม แต่เจดีย์ชเวดากองก็ยังคงความสวยงามจนมีความตระการตายิ่งใหญ่ขึ้นมาให้เห็นจนถึงปัจจุบัน


รู้แบบนี้แล้ว อย่ามัวรอช้า เก็บกระเป๋า แล้วเริ่มออกเดินทางกันเลยค่ะ!!!

talonteaw.com

อ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  เจดีย์ชเวดากอง. (2561).  สืบค้นเมื่อ 26/08/2561, จากhttps://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87
จัดเต็ม!! ไหว้พระที่พม่า 9 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต!. (2560).  สืบค้นเมื่อ 26/08/2561, จากhttps://travel.mthai.com/blog/135863.html

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

About me

สวัสดีทุก ๆ ท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมค่ะ ดิฉัน อินทิรา มนตรี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าของบล็อก ดินแดนแห่งร่องรอยของอารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค่ะ เป็นบล็อกที่จะเขียนเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ผู้ติดตามได้รู้จักกับสถานที่ต่าง ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ


ปราสาทบันทายศรี ประเทศกัมพูชา

ถ้าอยากรู้แล้ว ว่าจะมีสถานที่ไหนบ้าง เรามาเริ่มออกเดินทางไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ!!!

ประตูชัย สัญลักษณ์ของอิสรภาพ

      การประกาศอิสรภาพจากอาณานิคมฝรั่งเศสของลาว เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึงการไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของฝรั่งเศสอีกต่อไปแล้ว ชาวลาวจึงได้สร้...