วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563

ชื่อสถานที่จากแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ 4 สาย พระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล (พระราชวังหวงแห่งกรุงพนมเปญ)

    พระราชวังหลวงแห่งกัมพูชา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล เป็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่ประทับของราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ชื่อเต็มในภาษากัมพูชา คือ "เปรี๊ยะบรมเรียเชียแวงจักตุมุก" (พระบรมราชวังจตุมุข)



    ตั้งอยู่ในทำเลฝั่งตะวันตก ติดริมแม่น้ำ สร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จนโรดม พรหมบริรักษ์ แล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1866 หลังย้ายเมืองหลวงจากเมืองอุดงมีชัยมาเป็นกรุงพนมเปญ สร้างขึ้นตามรูปแบบศิลปะเขมรที่มีอิทธิพลของฝรั่งเศสเล็กน้อย 
    โดยชื่อของพระราชวังหลวงนี้มีที่มาจากสถานที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับลำน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 4 สาย ที่ไหลมาบรรจบกัน อันได้แก่ แม่น้ำที่ไหลจากโตนเลสาบและโตนเลบาสัก ไหลรวมกับแม่น้ำโขงที่แบ่งเป็น แม่น้ำโขงเหนือและแม่น้ำโขงใต้ จึงเรียกว่า “จตุมุข”

    ในช่วงแรกของการสร้าง พระที่นั่งหลายแห่ง เช่น พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย หรือพระที่นั่งจันทรฉายา ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ ก่อนจะถูกรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนดังที่ปรากฎในปัจจุบัน


200px-154915483307_(2).jpg 
พระที่นั่งเทวาวินิจฉัยในช่วงเริ่มก่อสร้างพระบรมราชวัง


1024px-Royal_Palace,_Phnom_Penh,_1885.jpg
พระที่นั่งจันทฉายา ในปี ค.ศ.1885 ต่อมาภายหลังถูกรื้อป้อมหอคอยออก


    เนื่องจากพื้นที่พระราชวังหลวงมีความกว้างใหญ่ และประกอบไปด้วยหลายสถานที่ ในครั้งนี้เราจึงจะขอนำเสนอพื้นที่ที่เป็นกลุ่มอาคารพระราชมณเฑียรของพระมหากษัตริย์กัมพูชา 
  • พระที่นั่งจันทรฉายา มีลักษณะเป็นศาลาโถง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังหลวง ในอดีตใช้เป็นสถานที่แสดงนาฏศิลป์เขมรโบราณ ในพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ หรือพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ และเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของพระราชวังหลวงแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกด้วยไม้ ในปี ค.ศ. 1869 ต่อมามีการรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1917 ที่ปรากฏในปัจจุบัน

    พระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล-พนมเปญ-1.jpg
  • พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย (ท้องพระโรง) ตั้งอยู่ตรงกลาง ในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ ใช้สำหรับงานพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระราชพิธีขึ้นครองราชย์ หรือพระราชพิธีอภิเษกสมรส และเป็นที่ต้อนรับเอกอัครราชฑูตจากนานาชาติ 


  • พระที่นั่งนโปเลียนที่ 3 หนึ่งในอาคารที่เป็นเอกลักษณ์และยังคงอยู่มาถึงจนปัจจุบัน เป็นตำหนักที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 สร้างประทานแด่จักรพรรดินีเออเชนี ต่อมาองค์จักรพรรดิดินีมีรับสั่ง ให้รื้อถอดออกเป็นชิ้น ๆ ส่งลงเรือมาประกอบขึ้นใหม่เป็นของขวัญถวายแด่สมเด็จพระนโรดมที่กรุงพนมเปญในปี พ.ศ. 2419 


  • พระราชวังเขมรินทร์ สร้างขึ้นราวปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ตามรูปแบบศิลปะเขมร มีความคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังของไทย ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชม

การเดินทาง
  • รถบัสจากสนามบิน
  • รถไฟจากสนามบิน
  • รถแท็กซี่
เวลาเปิด-ปิด
  • 08.00 - 17.00 น.
อัตราเข้าชม
  • 6.5 ดอลล่าห์สหรัฐ หรือประมาณ 202.47 บาท (อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 18 กันยายน 2563)
ที่ตั้ง
  • เมืองพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

อ้างอิง
https://palanla.com/index.php?op=abroadLocation-detail&id=255 สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563
https://blog.bangkokair.com/ที่เที่ยวพนมเปญ/ สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563
https://www.govivigo.com/ideas/26-cambodia-พระราชวังหลวงกรุงพนมเปญ สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เป็นมัคคุเทศก์ต้องเตรียมตัวอย่างไร (การเตรียมตัวของมัคคุเทศก์ก่อนออกปฏิบัติงาน)

     การนำทัวร์ มัคคุเทศก์ควรเตรียมตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนออกปฏิบัติงานจริง โดยขั้นตอนของการปฏิบัติงานนำเที่ยวของมัคคุเทศก์ มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน ดังนี้

ไกด์อาสาสมัครโตเกียว/คู่มือท่องเที่ยวโตเกียวอย่างเป็นทางการ GO TOKYO
ภาพจาก pyt_76.jpg


1. เตรียมเอกสาร
การตรวจสอบเอกสาร จะประกอบด้วย 
  • ใบงาน
  • รายการนำเที่ยวสำหรับผู้นำเที่ยว
  • ใบ Voucher หรือสัญญาการซื้อบริการนำเที่ยว
  • สำเนาจดหมายติดต่อธุรกิจระหว่างบริษัทนำเที่ยวกับสถานประกอบการต่าง 
  • รายชื่อนักท่องเที่ยวสำหรับการจัดที่นั่งทั้งบนรถและบนเครื่องบิน
  • รายชื่อนักท่องเที่ยวสำหรับจัดห้องพัก ที่เรียกว่า (Hotel) Rooming List
สำหรับการนำเที่ยวออกนอกประเทศ (Outbound tour) จำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารสำหรับใช้ในการเดินทางเพิ่มเติม ดังนี้
  • บัตรโดยสารเครื่องบินของนักท่องเที่ยว
  • แบบฟอร์มการเข้า-ออกประเทศ (Immigration Form) และแบบฟอร์มการแจ้งรายการสิ่งของต่อศุลกากร (Custom Declaration Form) ของประเทศปลายทาง
  • หนังสือเดินทาง (Passport) ของนักท่องเที่ยว
2. เตรียมอุปกรณ์
 จัดเตรียมอุปกรณ์ในการนำเที่ยว อุปกรณ์สำหรับการนำเที่ยว ประกอบด้วย ดังนี้
  • ป้ายชื่อหรือสติ๊กเกอร์ (Tag) สำหรับติดกระเป๋าผู้เดินทาง
  • ริบบิ้นสีสดใสสำหรับผูกติดกระเป๋านักท่องเที่ยว (เพื่อสามารถสังเกตได้ง่าย)
  • ป้ายชื่อสำหรับนักท่องเที่ยวพกติดกับตัว
  • สิ่งของทั่วไปสำหรับอำนวยสะดวกนักท่องเที่ยว เช่น ร่มแบบพกพา ยาหม่อง ยาดม เป็นต้น
  • อาหารว่างและเครื่องดื่ม
  • อุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับให้ความสนุกแก่นักท่องเที่ยวระหว่างเดินทาง
  • เครื่องปฐมพยาบาล (First Aid Kids)
  • เครื่องขยายเสียงแบบพกพา (สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยู่ห่างไกลจากผู้นำทัวร์)
3. เตรียมข้อมูล
    สิ่งที่จะพูด ประกอบไปด้วย 
  • ข้อมูลของสถานที่นั้น ๆ เช่น ประวัติความเป็นมาของสถานที่
  • ข้อมูลทั่วไป เช่น ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่ควรทำและไม่ควรทำ และสิ่งอำนวยความสะดวกในแต่ละสถานที่ เป็นต้น
4. เตรียมความพร้อมของตัวเอง
  • ด้านสุขภาพร่างกาย
  • ด้านจิตใจ
  • เอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็น

    จะเห็นได้ว่าการเตรียมตัวของมัคคุเทศก์ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดเตรียมเอกสาร อุปกรณ์ต่าง ๆ และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการนำเที่ยวด้วย เพื่อที่จะนำเที่ยวได้อย่างมืออาชีพและมีประสิทธิภาพ

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ตามรอยโบราณกาล สุสานจักรพรรดิมินห์มาง เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม (Tomb of Minh Mang)

     สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในเวียดนามมีหลากหลายที่ สำหรับเป็นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสุสานทั้ง 3  แห่ง ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของเวียดนามที่ไม่ควรพลาด และควรมาเยี่ยมเยียนสักครั้งในชีวิต และในวันนี้ เราจะขอเล่าถึงประวัติของสุสานมินห์มาง หนึ่งในสุสานที่สวยงามและมีสถาปัตยกรรมที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติให้ทุกท่านได้ทราบ

ภาพจากminh-mang-tomb-hue-travel-guide.jpg

    สุสานจักรพรรดิมินห์มางตั้งอยู่ในหมู่บ้าน An Bang จังหวัดเถื่อเทียน บริเวณริมแม่น้ำหอม ห่างจากเมืองเว้ ประมาณ 12 กิโลเมตร

ประวัติ

    สุสานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น ในปี ค.ศ. 1840 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันออกแบบจีน ในรัชสมัยของพระเจ้ามินห์มาง ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์เพียง 1 ปี และสร้างเสร็จในสมัยของพระเจ้าเถี่ยวตรี รัชทายาทของพระองค์ ในปี ค.ศ. 1843 พระเจ้ามินห์มางเป็นพระโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้ายาลอง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ของราชวงศ์เหงียน

    พระเจ้ามินห์มางทรงสร้างนครจักรพรรดิ และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากการที่ทรงปฎิรูปขนบธรรมเนียมประเพณีและเกษตรกรรม พระองค์ทรงยึดมั่นในแบบแผนการบริหารตามแบบของจีน โดยให้หัวเมืองต่าง ๆ มาขึ้นตรงต่อราชสำนัก รวมทั้งนโยบายต่อต้านฝรั่งเศสและปราบปรามพวกนอกศาสนาหัวรุนแรง ซึ่งนโยบายนี้เองทำให้เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

การเยี่ยมชม

ภาพจากhttps://palanla.com/index.php?op=abroadLocation-detail&id=295
   

  จุดแรก คือ บริเวณทางเข้าไปยังสุสาน

Minh Mang Royal Tomb in Hue, Vietnam
ภาพจาก minh_mang_01-56bbf17f3df78c0b137390f0.jpg

    บริเวณลานกว้าง ที่มีรูปสลักหินของบรรดาช้าง ม้า ทหาร และขุนนาง 

Minh Mang Tomb: Best Tomb in Hue for Natural Lover| Bee Bee Travel
ภาพจาก dai-hong-mon-gate.jpg

    ประตูได่ห่องมน (Đại Hồng Môn) มีประตูทั้งหมด 3 บาน ซึ่งบานตรงกลาง เป็นทางเข้าสำหรับองค์จักรพรรดิเท่านั้น ส่วนทางซ้ายและขวา ไว้สำหรับสมาชิกราชวงศ์และประชาชน

7 Must-Visit Royal Tombs in Hue, Vietnam
ภาพจาก minh_mang_1-56a40a755f9b58b7d0d515e9.jpg

    ถัดเข้ามามีแท่นศิลาจารึกที่ตั้งบูชาดวงพระวิญญาณของพระเจ้ามินห์มาง


       ชั้นต่อมา เป็นพระตำหนักด้านใน ที่แวดล้อมไปด้วยบึงน้ำและสวนอันร่มรื่น โดยพระตำหนักนี้เองเป็นจุดที่เราสามารถมองเห็นหลุมฝังพระศพ ซึ่งเป็นเนินดินวงกลมขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยรั้วสูง แต่ไม่มีใครรู้ว่าตำแหน่งฝังพระศพคือจุดใด เพราะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปนอกจากผู้ที่ทำการฝังพระศพ ซึ่งผู้ที่ทำการฝั่งพระศพก็ต้องฆ่าตัวตายตามพระองค์เพื่อเป็นข้าราชบริพารติดตามรับใช้พระองค์ในภพหน้า

Minh Mang Tomb - Minh Mang imperial Complex in Hue, Vietnam
ภาพจาก minh-mang-tomb-3.jpg

   

    สุสานมินห์มางแห่งนี้นับเป็นสถานที่ที่น่ามาเยือนสักครั้งในชีวิต ซึ่งนอกจากจะได้ซึมซับสถาปัตยกรรมแบบโบราณแล้ว ยังได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอีกเช่นกัน


สำหรับนักท่องเที่ยว

- เวลาทำการเปิดให้เข้าชม 7.00-17.30 น.

- อัตราการเข้าชม 100,000 VND หรือ ประมาณ 135.77 บาท (อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 25 สิงหาคม 2563)

- สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี

การเดินทาง

การเดินทางจากท่าอากศยานดานังไปยังสุสานมินห์มาง มีระยะทางประมาณ 95.3 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง 


อ้างอิง

https://palanla.com/index.php?op=abroadLocation-detail&id=295 สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2563

https://www.asiatravelroutes.com/th/vietnam/attractions/hue/tomb-minh-mang.html สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2563

https://www.tripsavvy.com/minh-mang-royal-tomb-in-hue-3859661 สืบค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2563

    

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ผู้นำ.....ชม (เทคนิคการนำเที่ยวของมัคคุเทศก์)

    การท่องเที่ยว คือ การพักผ่อนอย่างหนึ่งที่ทุกคนล้วนต้องการที่จะผ่อนคลายจากการทำงานหรือว่างเว้นจากเรื่องราวต่าง ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากการท่องเที่ยวด้วยตนเองแล้ว ยังมีการท่องเที่ยวแบบนำทัวร์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การนำเที่ยวแบบมัคคุเทศก์นั่นเอง


IMG_2327.heic

    ซึ่งนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนต่าง ๆ แล้ว การเป็นมัคคุเทศก์ที่ดีควรมีทักษะประกอบกันหลายอย่างที่ไม่ใช่แค่การพากย์ทัวร์เพียงอย่างเดียว แต่ควรมีปฏิสัมพันธ์กับลูกทัวร์ด้วย และควรใช้ภาษากายในการประกอบการพากย์ทัวร์ นอกจากนี้บุคลิกภาพที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญของการพากย์ทัวร์ด้วยเช่นกัน

    โดยในวันนี้ เราจะขอพูดถึงการนำเที่ยวของมัคคุเทศก์ว่ามีอะไรบ้าง และสำคัญอย่างไร

1.กระบวนการทำงาน

    1.1 ศึกษาข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ

    1.2 วางแผนกำหนดเส้นทาง ติดต่อสถานที่ที่จะนำเที่ยว และสถานที่พักแรม

    1.3 นำลูกทัวร์เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว และบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ ให้แก่ลูกทัวร์ทราบ เช่น ภาพรวมของสถานที่ ประวัติความเป็นมา โปรแกรมที่จะทำ จุดนัดพบ และกฎเกณฑ์ข้อมห้ามต่าง ๆ 

    โดยในการนำทัวร์ในแต่ละครั้ง ผู้นำทัวร์ต้องรับมือกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นมัคคุเทศก์ควรศึกษา สังเกตลูกทัวร์ของตนเอง และรู้จักความต้องการของลูกทัวร์แต่ละคนอย่างได้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกทัวร์ได้อย่างตรงจุด

2.เนื้อหาที่มัคคุเทศก์ควรนำเสนอ

    เนื้อหาที่ผู้นำทัวร์จะนำมาพูดนั้น นอกจากจะเป็นเนื้อหาสาระของสถานที่นำเที่ยวแล้ว ข้อมูลที่จะนำมาบรรยายต้องมีความถูกต้องด้วย และข้อปฏิบัติของสถานที่นั้น ๆ ที่ควรทำและไม่ควรทำ และอาจจะเสริมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

ในส่วนของเนื้อหาที่ควรพูด มี 3 ส่วน คือ

1. Must talk ประกอบไปด้วย

    1.1 Who

    1.2 What 

    1.3 Where 

    1.4 When

    1.5 Why

2. Should talk สิ่งที่ควรพูด

3. Could talk สิ่งที่จะบอกเพิ่มเติม

3.เทคนิคการนำชมและการพูดของมัคคุเทศก์

-ก่อนการเริ่มพากย์ทัวร์มัคคุเทศก์ควรหาจุดที่ร่มหรือจุดยืนที่เหมาะสมสำหรับการบรรยาย 

-มีความมั่นใจ ยิ้มทุกครั้งในขณะที่พูด

-ใช้ภาษากายในการสนับสนุนการพูด

-ยืนหันหลังให้แก่สิ่งที่กำลังพูดถึง และหันหน้าให้กับผู้ฟัง ใช้คำบอกลักษณะให้แก่ผู้ฟังได้ทราบแทนการหันหน้าไปมา เช่น บอกสี ขนาด หรือรูปทรง

-Safety warning เตือนเรื่องความปลอดภัย เช่น มีทางลาด

-น้ำเสียงหนักหรือเบา/จังหวะในการพูด

-อธิบายคำศัพท์เฉพาะให้ทราบ

-การตอบคำถาม ไม่ควรตอบคำถามแบบยาวเพื่อเพิ่มคำถามให้แก่ผู้ฟัง ควรตอบแบบสั้นกระชับ และได้ใจความ

-มีการสื่อสารกับผู้ฟังแบบ two way community มีการตั้งคำถามแก่ผู้ฟังเพื่อให้บทสนทนาไม่น่าเบื่อ


    เทคนิคการพากย์ทัวร์ของมัคคุเทศก์ต้องอาศัยประสบการณ์และมีความรู้ที่พร้อมจะให้เนื้อหาสาระแก่ผู้ฟังได้เป็นอย่างดี มีทักษะในการนำชมที่แตกต่างกัน แต่เทคนิคข้างต้นที่กล่าวมา ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญที่มัคคุเทศก์ทุกคนควรจะนำมาปฏิบัติ พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน


อ้างอิง

https://www.youtube.com/watch?time_continue=2445&v=NIF574cG9IU&feature=emb_title สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2563

http://www.elfhs.ssru.ac.th/chantouch_wa/pluginfile.php/438/block_html/content/บทที่%205%20เทคนิคการนำชม%20และศิลปะการพูดเพื่อการนำเที่ยว.pdf สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2563





วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากยุคหินเก่าไปสู่ความเป็นอายธรรม Change in Civilization

     ก่อนโลกจะก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบันอย่างทุกวันนี้ เราได้ผ่านช่วงเวลาของการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และหนึ่งในนั้น คือ มนุษย์ ที่ซึ่งเป็นบรรพบุรุษหรือต้นกำเนิดของคนในปัจจุบัน โดยเราเรียกช่วงเวลาเหล่านั้นว่า "ยุค"

    เราได้แบ่งช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ตามแบบสากลได้เป็น 2 สมัย คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งในครั้งนี้ เราจะขอพูดถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ศิลปินแสดงภาพมนุษย์ยุคหินไม่ถูกต้อง: พบหลักฐานของท่าทางตรงของพวกเขา
ca9efc8aeaf551b448c7f34815c135bc.jpg


สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ยุคหินเก่า

    เป็นมนุษย์นีแอนเดอธัล เริ่มเมื่อประมาณ 2.5 - 10,000 ปีมาแล้ว มนุษย์มีวิถีชีวิตแบบอยู่กันเป็นครอบครัวเร่ร่อนไปมา ไม่มีสังคม ย้ายที่อยู่อาศัยตามฝูงสัตว์ กล่าวคือ เมื่อสัตว์ที่เป็นอาหารในการดำรงชีวิตหมด ก็จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ มักอาศัยอยู่ใต้โขดหินหรือในถ้ำ เริ่มแรกมีการใช้เครื่องมือหินบิ่น ต่อมาเริ่มมีการใช้เครื่องมือแบบไม้และกระดูก ใช้หอกในการล่าสัตว์ ทำกับดักและแหในการจับนกและปลา สร้างเรือแคนูจากท่อนไม้ ใช้ขนหรือหนังสัตว์ในการทำเครื่องแต่งกาย เริ่มรู้จักใช้ไฟ มีพัฒนาการทางด้านภาษา และเริ่มรู้จักการวาดภาพบนผนังถ้ำ และเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่มีการฝังศพ

ยุคหินใหม่

        เริ่มเมื่อประมาณ 10,200 - 4,500 ปีมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการล่าสัตว์มาทำเกษตรกรรม เรียนรู้การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เพื่อเก็บไว้กินเป็นอาหาร กล่าวคือ การพัฒนาด้านเกษตรกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในยุคหินใหม่ เริ่มอยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีการตั้งแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งโดยการหาที่อยู่อาศัยใกล้กับแหล่งน้ำ เริ่มขัดหินและเครื่องมือต่าง ๆ รู้จักการทอผ้าและเครื่องปั้นดินเผา และเริ่มรู้จักการค้าขาย เรียนรู้แลกเปลี่ยนกับวัฒนธรรมอื่น ๆ

การเข้าสู่ความเป็นอารยธรรม

    ความคิดหลัก คือ จากหมู่บ้านเกษตรกรรม ทำให้เกิดเป็นเมือง (มหานคร) พร้อมกับการเกิดขึ้นของอารยธรรม และเริ่มมีประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร

    สังคมในยุคนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีการจัดระเบียบของสังคม ถึงแม้ว่าแรกเริ่มจะมีจะมีความหลากหลาย แต่ก็มีลักษณะเฉพาะร่วมกัน และผลจากการขยายตัวของผู้คนที่เริ่มอยู่ร่วมกันเป็นสังคมขนาดใหญ่ ทำให้ต้องมีการแต่งตั้งผู้ปกครองเพื่อดูแลความประพฤติของคนในสังคม ให้อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์เดียวกัน 

    มีความก้าวหน้าของเกษตรกรรม เริ่มทำเกษตรกรรมในพื้นที่แห้งแล้งมากขึ้น เกิดระบบชลประทาน มีการขุดคลองหรือคูน้ำในการเชื่อมแหล่งเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และลดจำนวนคนทำเกษตร หันมามาทำการค้าและอาชีพอื่น ๆ เพื่อการดำรงชีพ มีการผลิตส่วนเกินเพื่อมอบให้แก่ผู้ปกครอง และที่เหลือจึงนำไปค้าขายและบริโภค

    กล่าวคือ ยุคหินใหม่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เริ่มปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ขยายพื้นที่อยู่อาศัย  มีการค้นพบเหล็กและมีการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต จนพัฒนามาเป็นยุคโลหะ เริ่มมีการติดต่อค้าขาย เรียนรู้จากสังคมอื่น จึงเกิดความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงซับซ้อนมากขึ้น จนกลายเป็นอารยธรรม

    จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงจากยุคหินมาสู่ความเป็นอารยธรรม ทำให้คนในแต่ละยุคต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคม มนุษย์ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันและพัฒนาความรู้ เพื่อการเอาตัวรอดในแต่ละวัน



อ้างอิง

https://sites.google.com/site/pakkapolsirmong/home/yukh-hin สืบค้นเมื่อ 14  สิงหาคม 2563

https://sites.google.com/site/kikchalita/hnwy-thi1kar-baeng-yukh-thang-prawatisastr/1-1kar-baeng-yukh-prawatisastr-sakl-laea-thiy     สืบค้นเมื่อ 14  สิงหาคม 2563

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ก่อนจะมาเป็นมนุษย์ EVOLUTION OF HUMAN

    วิวัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง  ในลักษณะของการค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับขั้นโดยอาศัยระยะเวลาอันยาวนาน  วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจากสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมสืบต่อกันมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน  ที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมอันเป็นผลจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม    

    วิวัฒนาการของมนุษย์ คือ การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จากสายพันธุ์หนึ่งไปยังสปีชีส์ใหม่ จนได้พัฒนากลายมาเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

มนุษย์ผ่านการวิวัฒนาการอย่างไรบ้าง | วิวัฒนาการทั่วโลก พัฒนาการมนุษย์  แหล่งเรียนรู้เทคโนโลยี
man-.jpg

โดยมนุษย์มีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งในที่นี้เราจะขอพูดถึง 4 สายพันธุ์หลักของมนุษย์    

    ก่อนการค้นพบสิ่งมีชีวิตตระกูลมนุษย์ (Hominids) เราได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตที่สามารถเดินด้วย 2 ขา (Bipedalism) คือ  Australopithecine หรือมนุษย์ลิง (Southern ape) ปรากฎในแอฟริกาเมื่อประมาณ 4-5 ล้านปีมาแล้ว กะโหลกมีขนาด 1 ใน 3 ของมนุษย์ในปัจจุบัน ต่อมามีการค้นพบ Homo habilis หรือมนุษย์ใช้มือ (Handy man) ซึ่งเป็นสปีชีส์แรกที่นับว่าเป็นมนุษย์ ปรากฏในแอฟริกาประมาณ 2.4 ล้านปีมาแล้ว รู้จักการใช้เครื่องมือหินหยาบ ในการสับหรือขูดสิ่งต่าง ๆ สมองมีขนาดครึ่งหนึ่งของมนุษย์ในปัจจุบัน ต่อมา Homo erectus หรือมนุษย์ยืนตัวตรง (Upright man) มีวิวัฒนาการมาจาก Homo babilis โดยตรง ปรากฏในแอฟริกาประมาณ 1.5-2 ล้านปีมาแล้ว มีการใช้เครื่องมือลักษณะคล้ายขวาน เป็นมนุษย์พวกแรกที่รู้จักการใช้ไฟ และได้เริ่มอพยพออกจากแอฟริกาไปยังเอเชีย Homo sapiens หรือมนุษย์ฉลาด (Wise man) ปรากฏในแอฟริกาประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว เป็นมนุษย์กลุ่มเดียวกับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ได้อพยพไปทั่วโลก มีการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เรียนรู้การทำไฟขึ้นมาเอง และมีวิวัฒนาการด้านภาษา    


https://sites.google.com/site/jasunsapoo/kar-wiwathnakar-khxng-mnusy   

    หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า มนุษย์ในปัจจุบันอพยพมาจากแอฟริกาไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และมีพัฒนาการในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ 

    คำว่า มนุษย์ ในบริบทของวิวัฒนาการของมนุษย์ หมายถึง "จีนัส โฮโม" (Homo)  แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์เราก็มักจะรวม สมาชิกตระกูลมนุษย์ เรียกว่า โฮมินิด (Hominid) อย่าง Australopithecine เข้าไปด้วย

มนุษย์ในเอเชีย

    มนุษย์ปักกิ่ง (Peking Man) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1923 ในถ้ำใกล้กับหมู่บ้านโจวโกวเตี่ยน (Zhoukoudian) ที่อยู่ใกล้กับเมืองปักกิ่ง โดยมนุษย์ปักกิ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในจีน ระหว่างประมาณ เมื่อ 200,000-750,000 ปีมาแล้ว มีการใช้ไม้ ใช้ไฟ ใช้หอก ชอบทำหลุมในวัตถุต่าง ๆ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟอสซิลมนุษย์ปักกิ่งได้หายไป 

    มนุษย์ชวา (Java man) อยู่ในสปีชีส์ Homo erectus เป็นฟอสซิลมนุษย์อันแรก ที่ถูกค้นพบบนเกาะชวาในปี 1981-1982 นำโดยยูจีน เดอบัว และทีมค้นพบ ได้ค้นพบฟัน กะโหลกศรีษะ กระดูกต้นขา ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโซโลในชวาตะวันออก

การปรับตัวของมนุษย์ในยุคหิน

ยุคหินเก่า

-อยู่กันเป็นครอบครัว เร่ร่อนไปมา

-ล่าสัตว์

-ใช้ไม้และกระดูกในการทำเครื่องมือ

-ทำแหจากเส้นใยพืชและเอ็นสัตว์

ยุคหินใหม่

-ใช้เครื่องมือที่มีลักษณะพิเศษ เช่น ใช้ในการตอก เจาะ

-เพาะปลูก

-เลี้ยงสัตว์

-อยู่กันเป็นสังคม

Pruning the iBrain: How to find balance in a Digi-world | OTTOmaT3ch
human_brain_computer_evolution.png

    ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ไม่หยุดนิ่ง มนุษย์มีสติปัญญาที่ชาญฉลาด รู้จักปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จึงสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ประกอบกับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศที่เกิดขึ้น


ที่มา

https://sites.google.com/site/jlsevolution/human-evolution/hominids สืบค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2563

https://smd-s.kku.ac.th/home/images/Tutorial/EVOLUTION.pdf สืบค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2563

https://sites.google.com/site/nutthiyablue/bth-thi-2-wiwathnakar-khxng-sing-mi-chiwit/5-wiwathnakar-khxng-mnusy สืบค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2563


วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

สถานภาพความรู้เกี่ยวกับเรื่องโขน

รูปจาก images


          เนื้อหาในงานทบทวนนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ แสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้ทางด้านโขน ที่เป็นมรดกอันทรงคุณค่าและเป็นนาฏกรรมชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีระเบียบแบบแผน เป็นศิลปะและมหรสพประจำชาติที่มีมาแต่โบราณ ด้วยว่าโขนเป็นการแสดงที่รวมศาสตร์ และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้ในการแสดงมากที่สุด การแสดงโขน   จึงมีขั้นตอนในการแสดงที่ละเอียด และประณีต ตั้งแต่ผู้แสดง การแต่งกาย บทโขน บทร้อง ทำนองเพลง บทพากย์และเจรจา ตลอดจนเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบ จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ที่จะเรียนศิลปะการแสดงทางด้านโขน หรือผู้ที่สนใจในการศึกษาควรทราบเพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ โดยผู้เขียนได้สังเคราะห์องค์ความรู้มาจากหนังสือ บทความ และวีดีทัศน์ พบว่าโขนมีการสืบทอดและพัฒนาการสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์มาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกรัชสมัย เป็นเครื่องราชูปโภคที่แสดงถึงความเป็นอารยะและศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ โดยมีการสืบทอดรูปแบบการแสดงจากอดีตที่เป็นแบบแผนทั้งในการฝึกหัดและวิธีการแสดงโขน โดยใช้ระบบเข้าขุนมูลนายเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดมีโขนหลวง โขนเจ้าขุนมูลนาย โขนของเอกชน ต่อมาได้มีระบบหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องโขนมาจนถึงปัจจุบัน คือ กรมศิลปากร อีกทั้งยังได้มีการใช้ระบบการศึกษาเข้ามามีส่วนในการสืบทอด ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา จนกระทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์สืบสานศิลปะของการแสดงโขน

ในการทบทวนวรรณกรรม สถานภาพความรู้เกี่ยวกับเรื่องโขน พบว่าสามารถแบ่งประเด็นออกได้เป็น ประเด็น คือ 1. ประวัติความเป็นมาของโขน 2. จารีตประเพณีในการแสดงโขน 3. ศิลปะของโขน 4. สารคดีเกี่ยวกับโขน 5. สังคมและวัฒนธรรม 6. วิวัฒนาการในการแสดงโขน ดังนี้

1.          ประวัติความเป็นมาของโขน
หนังสือ เรื่อง Khon (2511) ของ ธนิต อยู่โพธิ์ พบว่า 
         ที่มาของคำว่า โขน” ซึ่งเป็นมหานาฏกรรมที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับชนิดหนึ่งของไทย ดังกล่าวมาแล้วในบทก่อนนั้น หาได้ปรากฏคำเรียกว่า โขน” ในจารึกหรือเอกสารยุคโบราณของไทยไม่ คำที่กล่าวไว้ในลิลิตพระลอเล่าถึงงานมหรสพที่จัดให้มีขึ้น ในงานพระศพของพระลอและพระเพื่อนพระแพง  ซึ่งมีว่า  ขยายโรงโขนโรงรำทำระทาราวเทียน” ก็กลับปรากฏในบางฉบับเป็นว่า ขยายโรงโขนโรงรำ” ซึ่งจะเป็นคำที่ผู้ใดเปลี่ยนไว้แต่เมื่อใดไม่ทราบแต่คำว่า โขน” ปรากฏกล่าวถึงไว้ในหนังสือของชาวต่างประเทศซึ่งกล่าวถึงศิลปะแห่งการเล่นของไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดูเป็นศิลปะที่นิยมและยึดถือเป็นแบบแผนกันมาแล้ว จึงเชื่อว่านาฏกรรมชนิดนี้ น่าจะได้มีมาก่อนสมัยนั้นเป็นเวลานาน แต่เหตุใดจึงเรียกนาฏกรรมชนิดนั้นว่า โขน” และคำว่า โขน” เป็นคำที่บัญญัติขึ้นในภาษาไทย หรือเป็นคำที่ยืมมาใช้จากภาษาอื่น ยังหาพบหลักฐานและปรากฏคำอธิบายไม่ได้ชัดเจนที่ท่านได้สืบค้นข้อมูล ที่มาของคำว่า โขน” พบว่า โขล” หรือ โขละ” บางทีเขียนเป็น โขฬะ” ของภาษาเบงคาลี โกล” หรือ โกลัม” ในภาษาทมิฬ และ ควาน” หรือ โขน” ในภาษาอิหร่าน มีความหมายคล้ายกับคำว่า โขน” ซึ่งเป็นนาฏกรรมของไทยอย่างน้อยมีความหมายเป็น 3 ทาง คือ 1. จากคำว่า โขละ” ของเบงคาลี ว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งขึงด้วยหนังและใช้ตี รูปร่างเหมือนตะโพน 2. จากคำว่า โกล” หรือ โกลัม” ของทมิฬ หมายถึงการตกแต่งประดับประดาร่างกายแสดงตัวให้หมายรู้ถึงเพศ 3. จากคำว่า ควาน” หรือ โขน” ของอิหร่าน ว่าหมายถึงผู้อ่านหรือผู้ขับร้องแทนตัวตุ๊กตาหรือหุ่น
          ถ้าที่มาของโขน อันเป็นมหานาฏกรรมของเรา จะสืบเนื่องมาจากคำในภาษาเบงคาลี ภาษาทมิฬ และภาษาอิหร่าน ทั้งสามนั้นก็ดูจะมีความหมายใกล้เคียงกับรูปศัพท์อยู่บ้าง แม้จะคงยังขาดความหมายถึงผู้เต้นผู้รำ แต่โขนจะมาจากคำในภาษาเบงคาลีหรือทมิฬหรืออิหร่านก็ตามตามหลักฐานที่นำมาเสนอไว้นี้ แสดงว่า แต่เดิมก็มาจากอินเดียด้วยกัน เพราะแม้ที่ว่าเป็นคำอิหร่าน ท่านอานันทกุมารสวามีก็ว่ามีกำเนิดหรือมีอิทธิพลของอินเดีย
       “โขน” เป็นนาฏกรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่สืบต่อกันมายาวนาน และเชื่อกันว่า โขน” น่าจะมีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกไว้ ศิลปะการละเล่นที่มีการเล่นสืบต่อกันมาแต่โบราณคือ ระบำรำเต้น” มีกล่าวไว้ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยว่า ย่อมเรียงขันหมากขันพลูบูชาพิลม ระบำรำเต้น เล่นทุกฉัน” กล่าวไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงว่า บ้างเต้น บ้างรำ บ้างฟ้อนระบำ บันลือเพลง ดุริยดนตรี” และกล่าวไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่า ให้มีระบำรำเต้น พิณพาทย์ฆ้อง กลองประโคมทั้ง 4 ประตู” จากคำกล่าวถึงการละเล่นที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าได้มีการละเล่นที่เล่นสืบต่อกันมายาวนานระบำ” คือ ศิลปะการรที่ปรากฏในระบำ ชุดเทพบุตรนางฟ้า ระบำเบิกโรง ชุดเมฆขลารามสูร รำ” คือศิลปะการแสดงเดี่ยว หรือ การแสดงใช้บท ต่อมาภายหลังสันนิษฐานว่า ศิลปะการแสดงดังกล่าว คือ ละครรำ” ส่วนคำว่า เต้น” เป็นศิลปะการใช้ขายกขึ้นยกลงเป็นจังหวะ เช่น เต้นเขน เต้นโขน เป็นรูปแบบของการแสดง โขน
  โขน” มีการจัดการแสดงต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังความหนึ่งในตำนานโขนหลวง กล่าวว่า ในสมัยโบราณข้าราชการ มหาดเล็กที่รับราชการในสำนักพระราชวัง มักได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ฝึกหัดแสดงโขน เนื่องจากโขนถือเป็นการละเล่นของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ใช้สำหรับแสดงในงานพระราชพิธีเท่านั้น ทำให้ต้องมีการคัดเลือกผู้แสดงที่มีความสามารถ ฉลาดเฉลียว จดจำ และฝึกหัดท่ารำท่าเต้นต่าง ๆ ได้โดยง่าย และทำนองจะมีพระราชพิธีอันเป็นการแสดงตำนานอยู่เนือง ๆ จึงเป็นเหตุให้ฝึกหัดโขนหลวงขึ้นไว้สำหรับเล่นในพระราชพิธี และเอามหาดเล็กหลวงมาหัดโขนตามแบบแผน ซึ่งมีอยู่ในตำราพระราชพิธีอินทราภิเษกแต่เดิมใช้ผู้ชายล้วนในการแสดงทั้งตัวพระและตัวนาง การได้รับการคัดเลือกให้แสดงโขนในสมัยนั้นถือเป็นความภาคภูมิใจต่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากโขนเป็นศิลปะชั้นสูงและกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
             
หนังสือ เรื่อง โขน (2541) ของ นงค์นุช ไพรพิบูลยกิจ (หน้า 19) พบว่า 
ที่มาของคำว่าโขน โขนไม่เคยมีปรากฏในจารึกหรือเอกสารยุคโบราณของไทย แต่คำว่าโขนกลับมีปรากฎไว้ในหนังสือของชาวต่างประเทศซึ่งกล่าวถึงศิลปะการละเล่นของไทย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่าเป็นศิลปะที่นิยมและยึดถือกันเป็นแบบแผนกันมาแล้ว จึงเชื่อว่านาฏกรรมชนิดนี้น่าจะได้มีมาก่อนสมัยนั้นเป็นเวลานาน
(หน้า 9-16) พบว่า โขนเป็นการแสดงประเภทนาฏกรรมอย่างหนึ่งของไทย ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่โบราณ ประมาณกันว่าไทยมีการแสดงโขนมาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ทั้งนี้โดยการสันนิษฐานจากเรื่อง “รามายณะ” ไว้หลายที่ เช่น ประตูปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา
       สำหรับการกำเนิดโขนมีการสันนิษฐานว่าเกิดจากการแสดงที่พัฒนามาจากการแสดงประเภทอื่น ๆ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ
๑.  การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ การแสดงนี้สันนิษฐานว่าพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยโบราณอาจได้แบบแผนมาจากขอม เพราะมีหลักฐานทางโบราณวัตถุอยู่หลายแห่ง ในอารยธรรมขอมที่มีการกล่าวถึงการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เช่น ที่พนักสะพานหินข้ามคู เข้าสู่นครธมทั้งสองข้าง ทำเป็นรูปพญานาค ๗ เศียร ข้างละตัว มีรูปเทวดาและรูปอสูรอยู่คนละฟากคอยฉุดนาคดึกดำบรรพ์ และที่นครวัดก็มีปรากฏจำหลักเรื่อง “ชักนาคทำน้ำอมฤต” ไว้ที่ผนังระเบียงด้านตะวันออกเฉียงใต้
๒.   การแสดงกระบี่กระบอง เนื่องจากการแสดงโขนเป็นศิลปะการต่อสู้ ฉะนั้นลีลาการต่อสู้ของคนสมัยก่อนในเชิงกระบี่กระบอง พลอง และอื่น ๆ จึงได้รับการปรับปรุงและนำมารวมไว้ในการแสดงโขนหลายตอน เช่น ตอนตรวจพลยกทัพ ตอนแสดงการรบ เป็นต้น
๓.   การแสดงหนังใหญ่ สำหรับโขนที่มาจากการแสดงหนังใหญ่มีข้อที่ควรพิจารณาอยู่ ๒ ประการคือประการแรกเรื่องที่นำมาแสดงหนังใหญ่แสดงแต่เฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ซึ่งมีตัวละครคือ พระ นาง ยักษ์ ลิง ประการที่ ๒ ลีลาท่าเต้นของคนเต้นหรือคนเชิดหนังใหญ่ ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นท่าแสดงโขนในเวลาต่อมา โดยเฉพาะบทยักษ์และการเต้น โขน

หนังสือ เรื่อง โขน (2555) ของ ธีรภัทร์ ทองนิ่ม (หน้า 1) พบว่า
        ความหมายของคำว่า โขน คือ นาฏกรรมชั้นสูงอย่างหนึ่งของไทย ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณและได้วิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน ความเป็นมาของโขน ธนิต อยูโพธิ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “โขน” ว่า “คนไทยเรามีศิลปะแห่งการเล่นหลายอย่างสืบมาแต่โบราณและการเล่นที่มาปรากฏเป็นมหรสพสำคัญในภายหลังนี้ ก็น่าจะได้แก่การเล่นที่เรียกกันเป็นรวมๆว่าระบำรำเต้น” ซึ่งมีความหมายต่อมาว่าโขน

บทความ โขน (2561) อมรา กล่ำเจริญ และคณะ
      การแสดงโขนมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศิลปะการแสดงที่พระมหากษัตริย์ และพระพระบรมวงศานุวงศ์ทรงอุปถัมภ์ มาอย่างต่อเนื่อง เรื่องที่ใช้ในการแสดงโขน คือ เรื่องรามเกียรติ์ที่มาจากเรื่อง รามายณะ ของอินเดีย ต่อมาจึงได้มีการจดบันทึกในวรรณกรรมของไทย และมีการประพันธ์ขึ้นใหม่ตามฉันทลักษณ์ร้อยกรองของไทย โดยเพิ่มคติชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีแบบไทยๆ ซึ่งไม่มีในรามเกียรติ์ และรามายณะในฉบับอื่น ๆ

บทความ โขนวิทยา: ศาสตร์ ศิลป์ ถิ่นสยาม (2561) ของ ประวิทย์ ฤทธิบูลย์
โขนเป็นนาฏกรรมชั้นสูงของไทยที่มีกำเนิดมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 โดยวิวัตนาการมาจากการละเล่น 3 ประเภท คือ หนังใหญ่ ชักนาคดึกดำบรรพ์ และกระบี่กระบอง โดยนำนาฏลักษณ์ของการแสดงแต่ละประเภทมาประยุกต์ และพัฒนาในการแสดง เนื้อเรื่องที่แสดงใช้บทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 124 และ 6 ที่บรรจุอรรถรสไว้ด้วย รัก โลภ โกรธ หลง อิทธิปาฏิหาริย์ กลยุทธ์กลวิธีในการทำสงครามให้ฝ่ายธรรมมะและฝ่ายอธรรม คือ ฝ่ายพระนารายณ์อวตารหรือพระราม กษัตริย์กรุงอโยธยา ซึ่งมีข้าทหารเป็นเหล่าวานรกับฝ่ายยักษ์ทศกัณฐ์ พญายักษ์เจ้าเมืองลงกาที่มีเหล่าอสูรเป็นบริวาร ผู้แสดงมีทั้งฝ่ายพระ นาง ยักษ์ ลิง นอกจากนี้ยังมีการบรรจุชื่อเพลงบรรเลงและเพลงขับร้อง รวมทั้งสอดแทรกศีลธรรม คุณธรรมไว้อย่างครบถ้วน นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเนื้อหาจะกล่าวถึงการยกย่องบูชาพระนารายณ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าการแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า ในการแสดงโขนผู้แสดงจะสวมศีรษะปิดหน้าทั้งหมด จึงต้องมีผู้ที่มาพูดแทนที่เรียกกันว่า ผู้พากย์-เจรจา ภายหลังต่อมาจนถึงปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนให้ผู้ที่แสดงตัวพระ นาง มาสวมชฎา มงกุฎ รัดเกล้า กระบังหน้า ฯลฯ แทน แต่ก็ยังคงให้มีการพากย์-เจรจาอยู่ เว้นแต่ตัวตลกโขนและฤษี รูปแบบดังกล่าวจึงกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะการแสดงโขน

หนังสือ เรื่อง โขน ศาลาเฉลิมกรุง ของ อังคาร กัลป์ยาณพงศ์ และคณะ (หน้า 18) พบว่า
         มีหลักฐานว่าการเล่นโขนมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เชื่อได้ว่ามาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในกฎมนเทียรบาล มีพรรณนาถึงการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษกทั้งยังมีข้อความในพระราชพงศาวดารเมื่อราชสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ว่าใน พ.ศ. ๒๐๓๙ นั้น ได้โปรดให้มีเล่นการดึกดําบรรพ์ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์นั่นเอง นอกจากนี้เมื่อสังเกตจากวิธีการแสดงเชื่อกันว่าน่าจะประยุกต์การเล่นหนังหรือหนังใหญ่เข้ามาในการแสดงโขนด้วยเป็นต้นว่าปรากฏพบบทพากย์เจรจาเรื่องรามเกียรติ์สำหรับการเล่นหนัง

       จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่ามีงานเขียนประเภทประวัติความเป็นมาของโขนค่อนข้างมาก โดยงานส่วนใหญ่นั้นเมื่อพิจารณาจากเนื้อหาแล้วมีการนำเสนอเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน และแตกต่างกันไม่มากนัก ซึ่งเนื้อหาจะกล่าวถึงประวัติ การกำเนิดของโขน ว่ามีต้นกำเนิดมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์และมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็น โขน นั่นเอง

2.          จารีต ประเพณี และความเชื่อ
หนังสือ เรื่อง โขน (2555) ของ ธีรภัทร์ ทองนิ่ม (หน้า 89) พบว่า
โขนเป็นนาฏกรรมที่มีจารีต ประเพณี ความเชื่อและเคล็ดลางที่ถือปฏิบัติกันมานานแล้ว บางสิ่งบางอย่างก็ยังใช้กันอยู่ บางสิ่งบางอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป และบางสิ่งบางอย่างก็สูญหายไปตามกาลเวลา ในการแสดงโขน ซึ่งบรรดาเหล่าศิลปินมีความเชื่อถือกันว่าศิลปะแขนงนี้นั้นได้รับการถ่ายทอดมาจากเทพพระเจ้าโดยผ่านมาทางครูอาจารย์ทั้งหลาย ทำให้บรรดาศิลปินเกิดความศรัทธาและเคารพต่อครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มฝึกหัดก็จะมีการแสดงความเคารพคารวะต่อครูอาจารย์ก่อนเสมอ ทั้งการคำนับครูหรือทำพิธีไหว้ครูเพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ หรือแม้เมื่อฝึกหัดจนเกิดความชำนาญในเพลงหน้าพาทย์ต่าง ๆ แล้ว เวลาเมื่อใดที่ได้ยินเสียงเพลงหน้าพาทย์บรรเลง ก็จะเห็นบรรดาศิลปินทั้งหลายที่ไม่ได้มีการแสดงก็จะยกมือขึ้นไหว้แสดงความเคารพ และระลึกถึงพระคุณของครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการเสมอ จนเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมา และเรียกกันติดปากต่อมาในภายหลังว่าจารีต นั่นเอง

บทความ เรื่อง (2560) ของ คุณกร รัตนสิปปกร พบว่า
    วรรณคดีไทยและบทพระราชนิพนธ์ ปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับการทำพิธีกรรมตามความเชื่อด้านไสยศาสตร์ ทั้งการใช้เวทมนต์คาถาประกอบการทำพิธีกรรม เช่น   ขุนช้าง-ขุนแผน พระลอ อิเหนา หรือบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ มีพิธีกรรมด้านไสยศาสตร์บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ    เทพเจ้าที่นับถือ เพื่อการทำอาวุธคู่กายทำเสน่ห์ ทำคุณไสย ขออาวุธวิเศษและอิทธิฤทธิ์ต่าง   ๆ รวมถึงการสร้างหรือปลุกเสกอาวุธทั้งที่มีอยู่เดิมให้มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น เพื่อประโยชน์ตามที่ตนเองต้องการตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นหรือพลังใจให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้    จะพบว่าในบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ มีการกล่าวถึงพิธีกรรมไว้ในทุกฉบับ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยากรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
          บทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และ  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวถึงการทำพิธีกรรมเกี่ยวกับอาวุธประเภทต่าง ๆ  ตามความเชื่อด้านไสยศาสตร์โดยปรากฏอยู่ในตัวละครที่เป็นตัวยักษ์ส่วนใหญ่ เช่น  ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรดเผารูปเทวดาชุบหอกกบิลพัทกุมภกรรณลับหอกโมกขศักดิ์ ตอนอินทรชิตทำพิธีชุบศรพรหมาสตร์ โดยกล่าวถึงที่มา องค์ประกอบ ขั้นตอนการทำพิธีกรรม และผลที่จะได้รับจากการทำพิธีกรรมการประกอบพิธีกรรมให้อาวุธมีอานุภาพสูงสุดก่อนที่จะนำมาใช้     ตามความเชื่อและศรัทธาของตน เช่น    การขอการสร้าง การชุบ การเพิ่มฤทธิ์เดชแห่งอาวุธ ตั้งข้อสังเกตได้ว่า    พิธีกรรมส่วนใหญ่ที่ทำเป็นเรื่องดี เป็นไสยศาสตร์ในทางไสยขาวเป็นส่วนใหญ่

หนังสือ เรื่อง โขน ศาลาเฉลิมกรุง ของ อังคาร กัลป์ยาณพงศ์ และคณะ (หน้า 21) พบว่า
   จากโขนในอยุธยาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ การเล่นโขนทรงถือประเพณีแต่ครั้งกรุงเก่าที่ถือว่าโขนเป็นศิลปะในราชสำนัก ไม่อนุญาตให้ฝึกฝนกันทั่วไป ผู้ที่จะเล่นโขนคือเหล่ามหาดเล็กที่โปรดให้มาฝึกหัดเพราะเป็นลูกผู้ดี ฉลาดเฉลียว ต่อมาเกิดความนิยมขึ้นว่าการฝึกฝนทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกนี้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวในกระบวนการรบพุ่ง เป็นประโยชน์ในการต่อสู้กับข้าศึก จึงมีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองหัดโขนของตนเองได้แต่นั้นมา

       จากข้อมูลดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า โขน มีจารีต ประเพณี และความเชื่อเป็นของตนเอง เช่น ก่อนเริ่มการแสดงโขน ผู้แสดงจะต้องทำพิธีไหว้ครูเพื่อให้การแสดงเป็นไปอย่างราบรื่น หรือแม้แต่ผู้ที่จะแสดงโขน ต้องทำพิธีไหว้ครูเพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีจารีตที่ปฏิบัติสืบต่อกันตั้งแต่ในอดีต คือ ผู้ที่จะแสดงโขนได้ ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น เนื่องจากการฝึกโขนต้องอาศัยความอดทนและความชำนาญเป็นอย่างมาก

3.          ศิลปะ
หนังสือ เรื่อง โขน (2541) ของ นงค์นุช ไพรพิบูลย (หน้า 60-63) พบว่า
ตัวละครในการแสดงโขน ปกติการแสดงโขนนั้นประกอบด้วยลักษณะ 4 จำพวกคือ พระ นาง ยักษ์และลิง ซึ่งแต่ละจำพวกมีลีลาการแสดงและการแต่งกายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงดังนี้
1. ตัวพระ ข้อยกเว้นสำหรับตัวพระนางในโขนปัจจุบัน ผู้ที่แสดงเป็นมนุษย์ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชายและเทวดา ไม่ต้องสวมหน้ากาก ส่วนหัวโขนนิยมใช้ชฎาแทน
2. ตัวนางตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์นั้นมีทั้งมนุษย์ ยักษ์ ปลา นาค แต่ละตัวบอกชาติกำเนิดโดยสวมศีรษะและหางเป็นสัญลักษณ์
3. ตัวยักษ์จะต้องมีลักษณะสูงเรียนตลอดจนการทรงตัวดูแข็งแรงบึกบึนลีลาสง่าซึ่งต้องได้รับการฝึกมาอย่างดี
4. ตัวลิง ลีลาการเต้นของลิงจะกระโดดโลดเต้นตีลังกาตามลักษณะธรรมชาติของลิง การเต้นจะเข้ากับจังหวะดนตรี  โดยเฉพาะตัวหนุมานทหารเอก ซึ่งมีน้อยคนที่สามารถฝึกตัวลิงดีจนได้รับความชำนาญอย่างจริงจังได้

หนังสือ เรื่อง โขน (2555) ของ ธีรภัทร์ ทองนิ่ม (หน้า 56-58) พบว่า
หัวโขนที่สร้างขึ้นนั้นจะมีความแตกต่างกันออกไปตามสีและลักษณะของตัวละครแต่ละตัว เพื่อให้ผู้ชมจำได้ว่าตัวคนตัวใดมีลักษณะหน้าเป็นอย่างไร ทรงมงกุฎอะไร และมีสีกายอะไรซึ่งหัวโขนต่าง ๆ เหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงฐานะของตัวละครในเนื้อเรื่องด้วย
บรมครูในสมัยโบราณได้แบ่งประเภทของผู้แสดงโขนออกเป็นประเภทต่าง ๆ ไว้ 4 ประเภทได้แก่ 1. ตัวโขนฝ่ายพระ ตัวละครฝ่ายพระนั้นเมื่อต้องมีการเปิดหน้าแสดงจึงจำเป็นที่จะต้องมีการคัดเลือกผู้แสดงให้เหมาะสม โดยมีวิธีการคัดเลือกจากผู้ที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่ง ตากลมโต คอระหง มืออ่อน เป็นต้น 2. ตัวโขนฝ่ายนาง ในการคัดเลือกผู้แสดงที่เป็นตัวนางในการแสดงโขน จะมีวิธีการคัดเลือกจากผู้ที่มีรูปร่างท้วม ใบหน้ารูปไข่ หรือใบหน้ากลม ลักษณะอื่นบนใบหน้าสมส่วน หน้าผากไม่กว้างมากนัก มืออ่อน แขนอ่อน เป็นต้น 3. ตัวโขนฝ่ายยักษ์ วิธีการคัดเลือกผู้แสดงเป็นตัวยักษ์จะต้องพิจารณาจากผู้ที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ลำคอระหง ใบหน้าไม่จำเป็นต้องงดงามเพราะต้องสวมหัวแสดงอยู่แล้ว ช่วงลำตัวและแขนขาได้สัดส่วน ท่วงทีมีความสง่าและกล่าวกันว่าตัวละครที่เป็นฝ่ายยักษ์จะฝึกหัดได้ยากที่สุดในบางบทบาท
4. ตัวโขนฝ่ายลิง ในการคัดเลือกผู้ที่จะแสดงเป็นฝ่ายลิงในการแสดงโขนนั้นจะคัดเลือกออกเป็น 2 แบบคือลิงโล้นจะคัดเลือกจากผู้ที่มีรูปร่างล่ำสัน ทะมัดทะแมง ไม่สูงนัก ลำคอสั้น มีลักษณะว่องไวปราดเปรียวเพราะต้องแสดงท่าพลิกแพลงต่าง ๆ ด้วยตามลักษณะธรรมชาติของลิงโดยเฉพาะหนุมานซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี อีกประการหนึ่งคือการคัดเลือกจากผู้ที่มีรูปร่างค่อนข้างสูง ลำคอระหง แต่ยังคงความว่องไวปราดเปรียวแบบลิงโล้นเพื่อใช้เป็นผู้แสดงประเภทลิงยอดต่าง ๆ 
ทั้งนี้ผู้แสดงส่วนใหญ่จะต้องสวมหัวโขนเว้นแต่ผู้แสดงเป็นตัวมนุษย์ชาย หญิง และเทวดาเท่านั้น ที่ยกเว้นไม่ต้องสวมหัวโขน แต่จะสวมชฎาและมงกุฎที่บ่งบอกฐานะของตัวละครนั้นแทน ซึ่งแต่ละพวกจะมีลีลาการแสดงและการแต่งกายที่แตกต่างกัน
เรื่องที่ใช้แสดง หรือเล่นหนังใหญ่นั้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นิยมเล่นเรื่อง “สมุทรโฆษคำฉันท์” ของพระมหาราชครู หรือ “อนิรุทธ์คําฉันท์” ของศรีปราชญ์แต่อาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จึงหันมาเล่นเรื่องรามเกียรติ์และเรื่องรามเกียรติ์นี้ทำให้การเล่นหนังใหญ่เป็นที่นิยมต่อมาจนถึงปัจจุบัน

บทความ เรื่อง ศิลปะอุตสาหกรรมและนวัตกรรมการสร้างหัวโขน (2560) ของ ธรรมรัตน์ โถวสกุล พบว่า
นวัตกรรมหัวโขน หมายถึงหัวโขนที่ศึกษาเทคนิคและเทคโนโลยีกระบวนการสร้างวัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้ตลอดจนขั้นตอนการสร้างของช่างทำหัวโขน ตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาโดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเรื่องของเทคนิควิธีการสร้าง กรรมวิธีขั้นตอนการสร้างวัสดุที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมาสู่กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ที่นำเอาแนวคิดการสร้างหัวโขนจากอดีตมาพัฒนาเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นการทดลองสร้างหัวโขนด้วยการนำเทคโนโลยีในปัจจุบันมาใช้รวมทั้งหาวัสดุทดแทนเพื่อผลิตหัวโขนในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นทันต่อความความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน ทั้งนี้นวัตกรรมหัวโขนจากการผลิตด้วยเทคนิควิธีใหม่ ยังคงคุณค่าในงานศิลปะของหัวโขนทั้งด้านความงาม ด้านจารีตของหัวโขน และการอนุรักษ์สืบสานการทำหัวโขนของช่างไทย

บทความ โขน (2561) อมรา กล่ำเจริญ และคณะ
โขนยังงดงามมีคุณค่า ในความเป็นประณีตศิลป์ องค์ประกอบในรูปแบบของการแสดงที่ไม่เหมือนชาติใดในโลกนี้ โขนได้รับการสืบสานเป็นมรดกทางวัฒนธรรม มีขนบธรรมเนียม ประเพณี จารีต และรากเหง้าเดิมที่ฝังลึก มีการพัฒนาการอย่างชัดเจน มีการต่อยอดทางปัญญาให้กับศิลปินรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโขนพระราชทานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้สร้างมิติใหม่ให้กับโขน อันเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้บังเกิดการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ให้เป็นวัฒนธรรมที่มีชีวิต นำไปสู่การนำเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและนำเสนอยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติเมื่อประเทศไทยเข้าเป็นภาคี Convention for the safeguarding of the intangible cultural heritage ในอนาคต

บทความ โขนวิทยา: ศาสตร์ ศิลป์ ถิ่นสยาม (2561) ของ ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ พบว่า
โขนเป็นนาฏกรรมชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีระเบียบแบบแผน เป็นศิลปะและมหรสพประจำชาติที่มีมาแต่โบราณ ด้วยเหตุว่าโขนเป็นการแสดงที่รวมศาสตร์ และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้ในการแสดงมากที่สุด การแสดงโขนจึงมีขั้นตอนในการแสดงที่ละเอียดและประณีต ตั้งแต่ผู้แสดง การแต่งกาย บทโขน บทร้อง ทำนองเพลง บทพากย์และเจรจา ตลอดจนเพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงโขน กล่าวได้ว่าศิลปะการแสดงโขนของไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกรัชสมัย โดยมีการสืบทอดมีรูปแบบการแสดงอย่างมีแบบแผนมาอย่างต่อเนื่อง จากอดีตจนถึงปัจจุบันที่เป็นแบบแผนทั้งในการฝึกหัดและวิธีการแสดง เป็นรูปแบบที่มาจากกรมมหรสพในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพราะเหตุว่าในรัชกาลของพระองค์ท่านทรงฟื้นฟูและสนับสนุนกรมมหรสพอย่างนี้สูงสุด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนพรานหลวงรับเด็กเข้าศึกษาวิชานาฏศิลป์โขน และวิชาสามัญ ทรงแต่งตั้งให้พวกโขนมีบรรดาศักดิ์และที่สำคัญทรงให้มหาดเล็กในพระองค์ฝึกหัดโขนบรรดาศักดิ์ นับว่าเป็นการยกย่องฐานะของศิลปินให้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ทั้งพระองค์เองได้ทรงร่วมแสดงด้วย ดังนั้นโขนในยุคนั้นจึงทำให้วิจิตรงดงาม และเป็นที่เชิดชูอย่างสูงสุดเพราะพระองค์ทรงโปรดอารยะ ด้านวัฒนธรรมไทยมาก สืบมากระทั่งปัจจุบันศิลปะการแสดงโขนของไทยก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดมิได้ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้ความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งของหลวงและของราษฎร์ทำให้โขนยังคงดำรงยืนหยัดมั่น ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน

หนังสือ เรื่อง โขน ศาลาเฉลิมกรุง ของ อังคาร กัลป์ยาณพงศ์ และคณะ (หน้า 14) พบว่า
       โขนเป็นนาฏศิลป์ประจำชาติไทยที่มีความหมายยิ่งใหญ่ ในอดีตนิยมเล่นโขนเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ นาฏกรรมอันสูงส่งนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยขนบและจารีตอันประณีตเพื่อเทิดทูนพระบรมเดชานุภาพและพระบารมีแห่งพระมหากษัตริยาธิราช ในปัจจุบันโขนยังคงความเป็นนาฏกรรมประจำชาติที่ชาวไทยเห็นคุณค่าและร่วมกันธำรงรักษายังให้เกิดความภาคภูมิใจสืบไปชั่วลูกหลาน

    จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่ามีงานเขียนที่เขียนเกี่ยวกับศิลปะของโขนไว้ค่อนข้างมาก โดยแต่ละงานจะมีการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งเนื้อหาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดจะเป็นการให้ข้อมูลของประเภทตัวละคร ว่ามีประเภทตัวละครทั้งหมด ตัว ได้แก่ ตัวพระ ตัวนาง ยักษ์ และลิง โดยแต่ละตัวละครจะมีบทบาทที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละเรื่องที่จะแสดง และโขนยังเป็นศิลปะที่มีชีวิตของไทยและได้รับการอุปถัมภ์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำหัวโขน คือการประดิษฐ์หัวโขนที่ต้องมีศิลปะและความประณีต นอกจากนี้ยังต้องอาศัยฝีมือและความชำนาญเป็นอย่างมาก

4.          สารคดี
เรื่อง เด็กโขน ก(ล)างเมือง (2562) จากเว็บไซต์ ThaiPBS พบว่า
   โขน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงที่มีความ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชายเป็นผู้สืบทอดเท่านั้นเพราะต้องมีการอาศัยการฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก ต้องมีทั้งความยืดหยุ่น ขึงขลังและทรงพลัง แม้ว่าการฝึกโขนในสมัยนี้ไม่หนักเท่าสมัยก่อนแต่การฝึกหนักก็ยังจำเป็นอยู่ดีสำหรับการแสดงชนิดนี้ โขนเป็นการแสดงอย่างหนึ่งคล้าย ๆ กับการเต้น แต่จะมีความอ่อนช้อยและสง่างามกว่า โดยการเลือกตัวแสดงนั้นจะเลือกจากบุคลิกของแต่ละบุคคลตามความเหมาะสม ไม่ใช่ใครจะเลือกได้ตามใจ ตัวอย่างเช่น ยักษ์มีท่าทางที่เข้มแข็งและดูดัน ก็จะเลือกคนที่ตัวโตและดูโอ่อ่า เป็นต้น โขนสามารถทำเป็นอาชีพได้ ถ้าอยากจะนำไปต่อยอดในระดับที่สูงขึ้นนั้น สามารถแยกออกเป็นศิลปศึกษา คือจะเน้นเกี่ยวกับครู และศิลปะนาฏดุริยางค์จะเน้นเกี่ยวกับศิลปิน โขนถือว่าเป็นจุดขายให้กับชาวต่างประเทศซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากต่างจากคนไทยที่ไม่เห็นความสำคัญของการแสดงนี้

เรื่องจริงยิ่งต้องเล่า คนหัวใจโขน (2558) จากเว็บไซต์ SpringNews พบว่า
    โขน วิจิตรนาฏศิลป์ชั้นสูง ที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ของไทย ที่มีศาสตร์ในเชิงช่างที่สร้างสรรค์ศิลปกรรมนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ หัวโขน รวมถึงดนตรีที่ใช้บรรเลง แต่ในปัจจุบันการหลั่งไหลแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยของวัฒนธรรมต่างชาติ ทำให้เราสนใจในวัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น จนเริ่มละเลยและไม่เห็นคุณค่าของศิลปะการแสดงแบบไทย โขนก็เช่นกัน ที่ในยุคนี้น้อยคนนักที่จะชอบดูโขน เพราะเห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อ ด้วยเนื้อเรื่องที่มีความยืดยาว บวกกับที่คนไม่เข้าใจในบทเพราะบทพากย์ส่วนใหญ่มีทั้งกาพย์ยานี และกาพย์ฉบัง แม้ว่าประเทศไทยจะมีศิลปะ และวัฒนธรรมของตนเองมากสักเพียงใด แต่การจะทำให้เยาวชนหันมาสนใจและอนุรักษ์คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเราควรร่วมมือสร้างความรู้และความเข้าใจรวมถึงการปลูกฝังให้เยาวชนเกิดความรักและความคุ้นเคยให้กับสิ่งเหล่านั้น

     จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการอนุรักษ์การแสดงโขน เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะโขนถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่มีคุณค่า และมีอัตลักษณ์ ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดเพื่อไม่ให้ถูกลืมและเลือนหายไปในที่สุด

5.          สังคมและวัฒนธรรม
บทความ โขนสด :การประยุกต์ดัดแปลงจากโขน สู่การแสดงระดับชาวบ้าน (2559) ของ กรินทร์ กรินทสุทธิ์ พบว่า
            โขนสดนั้น เป็นการแสดงในเวทีระดับชาวบ้าน เช่น ในงานวัด งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ งานศาลเจ้า งานแก้บน และงานพิธีของต่าง ๆ อีกทั้งในช่วงหลังมีการแสดงเพื่อการเผยแพร่วัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยมีการนำโขนมาเป็นต้นแบบ แต่ลดทอน เพิ่มเติม ให้มีลักษณะเฉพาะตน ทำให้มีบางองค์ประกอบของโขนอยู่เช่น การแสดงเรื่องรามเกียรติ์ มีตัวละคร พระ นาง ยักษ์ ลิง เช่นเดียวกับโขน มีการสวมหน้ากากโขน (แต่เปิดหน้าเพื่อให้สามารถร้องได้ในระหว่างแสดง) มีการฝึกพื้นฐานแบบโขน โดยเริ่มจากการถีบเหลี่ยม  ตบเข่า เต้นเสา ถองสะเอว ยักตัว ตบอก และมีการสอนแม่ท่าบางท่า และมีการสอนตีบทตามแบบโขน มีการหกคะแมนตีลังกาของตัวลิง และการขึ้นลอยแบบโขน นาฏลักษณ์บางส่วนของตัวยักษ์ ลิง (การลงเหลี่ยม วงมือลิง) เช่นเดียวกับโขน ส่วนวงมือนั้น มีความแตกต่างจากโขนอยู่บ้างในกรณีของวงมือยักษ์ ที่จะไม่ใช้วงมือยักษ์แบบโขนแต่ใช้เหมือนตัวพระ ส่วนวงมือลิงจะใช้รูปแบบเดียวกันกับโขน  ใช้เพลงหน้าพาทย์ระดับพื้นฐาน เช่น เชิด เสมอ รัว อย่างไรก็ตาม โขนสดก็มีอิทธิพลของการแสดงอื่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น ทำนองหนังตะลุง รำแบบละครชาตรี หรือเพลงลิเก มาผสมผสานกัน

บทความ โขน : ศิลปะประจำชาติไทยและสื่อวัฒนธรรมในบริบทสังคมร่วมสมัย (2556) ของ ฐาปนีย์ สังสิทธิวงศ์ พบว่า
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเป็นเอกราชมายาวนาน   มีศิลปวัฒนธรรมแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ จนทำให้เป็นที่เลื่องลือไปในนานาประเทศที่ได้สัมผัสและพบเห็นความงามและมีคุณค่าในศิลปวัฒนธรรม    แม้ว่าปัจจุบันประเทศกำลังได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัตน์   คือวัฒนธรรมจากต่างชาติอันหลากหลายที่กำลังหลั่งไหลเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยยังสามารถอนุรักษ์และสืบทอดได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือศิลปะทางการแสดง อันได้แก่ โขน ละคร และนาฏศิลป์ไทย  ซึ่งเป็นศิลปะประจำชาติที่คนไทยทุกคนควรอนุรักษ์และให้การสนับสนุน เพื่อให้ศิลปะแขนงนี้ดำรงอยู่สืบไป

ทุบโต๊ะข่าว:ศิลปินแห่งชาติ ชี้ความต่างโขนไทย-กัมพูชา ยันขึ้นบัญชีมรดกโลกได้ทั้ง 2 ประเทศ (2561) จากเว็บไซต์ AMARIN TVHD พบว่า
        ผศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง สาขานาฏศิลป์ ปี 2548 กล่าวว่าโดยการจะชี้วัดวัฒนธรรมโขนทั้งหมดว่าเป็นของใครเป็นสิ่งทำได้ยาก เพราะเป็นวัฒนธรรมไทยและกัมพูชาร่วมกัน แต่การแสดงโขนในปัจจุบันคือการแสดงแบบไทย เพราะถูกพัฒนามาจนมีเอกลักษณ์ อย่างเรื่องรามเกียรติ์ก็เป็นบทพระราชทานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ แล้วโขนไทยก็มีหลักฐานบันทึกเอาไว้ด้วย เป็นจดหมายเหตุของ ลาลู แบร์ ที่เป็นอัครราชทูตจากประเทศฝรั่งเศส ที่เข้ามาในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสมัยที่เราอยู่ร่วมกันในสังคมสุวรรณภูมิ เราได้รับเอาวัฒนธรรมต่างๆ มาจากหลายที่ แม้แต่โขนเองก็มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ กัมพูชามีศิลปะอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ลโขล” หรือ ละครโขน ซึ่งในสมัยก่อนจะใช้ผู้หญิงแสดงทั้งหมด  ต่างจากของไทยที่จะใช้ผู้ชายในการแสดง รวมถึงลักษณะท่ารำก็มีความแตกต่างกัน
ดังนั้นการที่จะสรุปได้ว่า โขน เป็นของใครนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาก็มีการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมซึ่งกันและกันมาโดยตลอด คือการรับเอาวัฒนธรรมเข้ามา ในขณะเดียวกันก็มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมออกไปด้วย แต่ก็มีการพัฒนารูปแบบของโขนในแบบฉบับประเทศตัวเองจนกลายเป็นอัตลักษณ์

           จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า มีงานเขียนที่เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมเรื่องโขนเป็นบางส่วน โดยจะพูดถึงในเรื่องของการอนุรักษ์และบทบาทการแสดงโขนในประเทศไทย ว่าถือเป็นงานนาฏศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ ควรค่าแก่การธำรงรักษา ซึ่งปัจจุบันการแสดงโขนได้ถูกดัดแปลง เพิ่มเติมเรื่องราว ผ่านการแสดงที่ทรงคุณค่า เพื่อเพิ่มความเป็นอัตลักษณ์ให้แก่งานด้านวัฒนธรรมของไทย

6.          วิวัฒนาการในการแสดงโขน
บทความ สุนทรียภาพในบทโขน เรื่องรามเกียรติ์ (2555ของ อังคณา ศิริวัฒน์ พบว่า
        การวิเคราะห์เปรียบเทียบวรรณศิลป์ระหว่างบทโขนแบบโบราณกับแบบปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ด้านพบว่าด้านเนื้อเรื่องบทโขนโบราณ ดำเนินเรื่องตามคัมภีร์รามายณะของพระวาลมีกิพรหมฤษีฉบับภาษาอังกฤษ ส่วนบทโขนปัจจุบันดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ในรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่  6   ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์มาจากรามายณะ ฉบับสันสกฤตจึงมีความแตกต่างกันในชื่อของตัวละครบทบาท และเนื้อเรื่องบางช่วงบางตอน บทโขนปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำ สำนวน ลักษณะคำประพันธ์ ย่อเนื้อเรื่องให้กระชับขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มบทรำ บทตลกและสอดแทรกความรู้ด้านสุนทรียภาพ บทโขนโบราณมีการใช้สัมผัสพยัญชนะ 6 แบบสัมผัสสระ 5 แบบมีการเลียนเสียงวรรณยุกต์ มีการสรรคำด้วยการใช้คำหลาก เล่นคำด้วยการใช้คำซ้ำ การซ้ำคำการใช้คำสลับที่การใช้คำพ้องภาพพจน์โวหารมี  4  แบบและรสวรรณคดีมี  7  รส ส่วนบทโขนปัจจุบันมีการใช้สัมผัสพยัญชนะ  7  แบบสัมผัสสระ 5 แบบ มีการเลียนเสียงวรรณยุกต์ การสรรคำด้วยการใช้คำหลาก การเลียนคำด้วยการใช้คำซ้ำ การซ้ำคำ การใช้คำสลับที่ การใช้คำพ้องโวหารภาพพจน์ มี 6 แบบรสวรรณคดีมี  7  รส นอกจากนี้แล้วบทโขนปัจจุบันได้มีการใช้วาทศิลป์ ที่เหมาะกับยุคสมัยและสถานการณ์ดังนั้น จึงทำให้บทโขนมีสุนทรียภาพทางภาษาที่มีคุณค่ายิ่ง

บทความ การจัดทำบทโขนของกรมศิลปากร The Script Making of Thai Mask Play of Fine Arts Department (2558) ของ เกษม ทองอร่าม พบว่า
        ความเป็นมาของคำพากย์ที่ปรากฏในบทพากย์โขน ของกรมศิลปากร มีที่มาจากวรรณกรรม ได้แก่ วรรณกรรมเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ อนิรุทธคำฉันท์ ปุณโณวาทคำฉันท์ และหนังสือประชุมคำพากย์รามเกียรติ์ ซึ่งเป็นหนังสือรวมคำพากย์ประกอบการเลียนหนังใหญ่ อิทธิพลที่เข้ามาสู่การแสดงโขนคือรูปแบบของการใช้คำประพันธ์ ประเภทคำกาพย์ คำกาพย์ที่นิยมใช้ในบทพากย์โขนได้แก่ กาพย์ฉบังและกาพย์ยานี 11 ส่วนคำเจรจาที่ใช้ในการแสดงโขนมีที่มาจากคำประพันธ์ประเภทคำร่าย ซึ่งจากหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนจากวรรณคดีเรื่องลิลิตโองการแช่งน้ำ หนังสือมหาชาติคำหลวง กาพย์มหาชาตินันโทปนันทสูตรคำหลวง พระมาลัยคำหลวงและมหาชาติกลอนเทศน์ อิทธิพลที่เข้ามาสู่การแสดงโขน คือรูปแบบของการใช้คำประพันธ์ ประเภทคำร่าย คำร่ายที่นิยมใช้ในบทเจรจา ได้แก่ ร่ายยาวแนวทางการจัดทำบทโขน ของกรมศิลปากร แบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ยุคที่ 1 (2489-2516) เป็นยุคที่นำเสนอเรื่องราวรามเกียรติ์ โดยผ่านคณะกรรมการพิจารณาเลือกตอนที่มีความเหมาะสมมานำเสนอ และในตอนท้ายของยุคได้นำเสนอเรื่องราวรามเกียรติ์ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง ด้วยวิธีการนำเอาเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องมาเรียงร้อยใหม่ เลือกเฉพาะเหตุการณ์ที่มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อนำเสนอแก่ผู้ชมยุคที่  2  (2517-2535)  เป็นยุคแห่งการปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำบทโขน โดยการหยิบยกเอาตัวโขนในเรื่องรามเกียรติ์มานำเสนอ เพื่อให้ผู้ชมได้รู้จักตัวโขนตั้งแต่ต้นจนจบยุคที่  3  (2536-2541)  เป็นยุคแห่งการนำเสนอเรื่องราวรามเกียรติ์ตามภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนาศาสดารามเริ่มตั้งแต่ห้องที่ 1 จนถึงห้องที่ 3 และจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบการทำบทโขนในยุคที่ 1 เป็นการนำเสนอรูปแบบการแสดงโขนที่ยึดจารีตประเพณีของการแสดง เช่นกระบวนการยกทัพของยักษ์และลิง กระบวนการต่อสู้ตามจารีตประเพณีของการแสดง ยุคที่  2  เป็นการนำเสนอเรื่องราวของตัวโขนเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของตัวโขนที่นำเสนอ เช่น พาลี หนมานพิเภกและพระรามยุคที่  3  เป็นการนำเสนอเรื่องราวของรามเกียรติ์ที่ปรากฏอยู่ในบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

บทความ The Evolution and Contributions of the Amateur Khon in Rattanakosin (2562ของ ปิยะพล รอดคำดี พบว่า
         การแสดงโขนนั้นมีลักษณะของสมัครเล่นมาตั้งแต่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับโขน เนื่องจากเป็นการแสดงในพระราชพิธี ผู้แสดงจึงไม่ใช่นักแสดงอาชีพ ล้วนเป็นทหาร มหาดเล็ก และข้าราชบริพาร โดยสันนิษฐานว่ามีกรมโขนจัดการแสดงตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบเนื่องจนรัชสมัยรัชกาลที่1 ที่รับผิดชอบในการฝึกหัดและจัดแสดง มีศิลปินอาชีพอยู่ในกรมนี้แต่ไม่มากเมื่อต้องจัดการแสดงใหญ่ ยังเป็นลักษณะสมัครเล่นอยู่เป็นลักษณะนี้เรื่อยมาจนถึงปีพ.ศ.2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองและทำระบบการศึกษาให้เป็นมาตรฐาน จึงก่อตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตนักแสดงโขนอาชีพและครูโขนอาชีพขึ้นซึ่งปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏศิลป์และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมบนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดการแสดงโขนจนเกิดเป็นพระราชนิยม ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงนิยมฝึกหัดและจัดการแสดงโขนขององค์กรตัวเองขึ้นเพื่อเชิดชูรัชกาลที่ 9  ซึ่งแต่ละองค์กรจะมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน
            
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การแสดงโขนแต่ละครั้งจะมีองค์ประกอบหลายประการและมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะท่าทางให้เข้ากับสถานการณ์ของเรื่องที่ใช้แสดง มีความพิถีพิถันละเอียดประณีตทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการออกท่าทางการรำ การเต้น การต่อสู้ การแต่งตัวเพลงหน้าพาทย์ฉาก และโดยเฉพาะบทโขนที่ช่วยให้การแสดงโขนดำเนินเรื่องไปตามที่ต้องการ การแสดงโขนจึงมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

สรุปและข้อเสนอแนะ
            จากการทบทวนงานวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าพบงานเขียนที่เขียนเกี่ยวกับประวัติการกำเนิดโขน และศิลปะ ประติมากรรมของโขนมากที่สุด โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะมีการนำเสนอข้อมูลที่คล้ายคลึงกัน และไม่แตกต่างกันมากนัก และเนื้อหาส่วนใหญ่นั้นจะมาจากหนังสือ Khon ที่มีการตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2511 ของธนิต อยู่โพธิ์ โดยเป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ที่มีเนื้อหาหลักและให้ข้อมูลเกี่ยวกับโขนไว้ หากผู้ใดต้องการที่จะศึกษาเกี่ยวกับโขน ก็สามารถหาข้อมูลได้จากหนังสือเล่มนี้ได้ ด้านจารีต ประเพณีและความเชื่อ เนื้อหาส่วนใหญ่มีความกระชับและนำเสนอข้อมูลได้อย่างตรงประเด็น ด้านสังคมและวัฒนธรรม การนำเสนอจะเน้นการอนุรักษ์โขนไทยไว้เป็นส่วนใหญ่ และด้านสารคดี จะเน้นการนำเสนอผ่านการสัมภาษณ์ และสอดแทรกข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เป็นระยะ ๆ แต่จะไม่ลงรายละเอียดแบบลึก ซึ่งถือว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่น่าเบื่อ และข้อมูลในแต่ละประเด็นที่นำเสนอส่วนมากจะเป็นข้อมูลประเภทบทความ

อ้างอิง

หนังสือ
ธนิต อยู่โพธิ์. (2511). Khon. Bangkok: กรมศิลปากร.นงค์นุช ไพรพิบูลยกิจ.  (2541). โขน. บริษัท ฐานการพิมพ์ จำกัด:บริษัท เอส.ที.พี. เวิร์ด มีเดีย จำกัด.
ธีรภัทร์ ทองนิ่ม. (2555). โขน.  โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์:โอเดียนสโตร์.
อังคาร กัลยาณพงศ์ และคณะ. (มปป.). โขน ศาลาเฉลิมกรุง.  กรุงเทพฯ:บริษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด. 

บทความจากวารสาร
อังคณา ศิริวัฒน์./(2555)./สุนทรียภาพในบทโขน เรื่องรามเกียรติ์./พิฆเนศวร์สาร วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่,/8(1)/51-57./ https://www.tci-thaijo.org/index.php/pikanasan/article/view/100595/78210
ฐาปนีย์ สังสิทธิวงศ์./(2556)./โขน : ศิลปะประจำชาติไทยและสื่อวัฒนธรรมในบริบทสังคมร่วมสมัย./วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,/14(2)/59-66.https://www.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/15167/13909
เกษม ทองอร่าม./(2558)./การจัดทำบทโขนของกรมศิลปากร The Script Making of Thai Mask Play of Fine Arts Department./วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น,7(2)/107-130./ https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/46999/38953
กรินทร์ กรินทสุทธิ์./(2559)./โขนสด :การประยุกต์ดัดแปลงจากโขน สู่การแสดงระดับชาวบ้าน./วารสารศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี,/12(1)/201-228./ https://www.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/87632/69177
คุณกร รัตนสิปปกร./(2560)./พิธีกรรมด้านไสยศาสตร์ที่ปรากฏในการแสดงโขน./วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร,/8(1)/272-278./ https://www.tci-thaijo.org/index.php/AJPU/article/view/66666/82949
ธรรมรัตน์ โถวสกุล./(2560)./ศิลปะอุตสาหกรรมและนวัตกรรมการสร้างหัวโขน./วารสารอารยธรรมศึกษา โขน-สาละวิน,/8(1)/79-108./ https://www.tci-thaijo.org/index.php/jnuks/article/view/69588/70984
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์./(2561)./โขนวิทยา: ศาสตร์ ศิลป์ ถิ่นสยาม./วารสารวิชาการ นวัตกรรมสื่อสารสังคม,/6(2)/123-141.https://www.tci-thaijo.org/index.php/jcosci/article/view/169435/121888
อมรา กล่ำเจริญ./(2561)./โขน./สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,/20(1), 215-228.https://www.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/163429
ปิยะพล รอดคำดี./(2562)./ The Evolution and Contributions of the Amateur Khon in Rattanakosin./วารสารศิลป์ปริทัศน์,/7(1)/61-72./ https://www.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/170059/139143

เว็บไซต์
SpringNews. (2558). เรื่องจริงยิ่งต้องเล่าคนหัวใจโขน. จากhttps://www.youtube.com/watch?v=ACkCXHJtLmE สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 62
AMARIN TVHD (2561). ทุบโต๊ะข่าว:ศิลปินแห่งชาติ ชี้ความต่างโขนไทย-กัมพูชา ยันขึ้นบัญชีมรดกโลกได้ทั้ง ประเทศ. จาก https://www.youtube.com/watch?v=LbLzL8XnZZ4&t=169s สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 62

ThaiPBS. (2562). เรื่อง เด็กโขน : ก(ล)างเมือง.จาก https://www.youtube.com/watch?v=Cy1-dbpW1Ag  สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 62



ประตูชัย สัญลักษณ์ของอิสรภาพ

      การประกาศอิสรภาพจากอาณานิคมฝรั่งเศสของลาว เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึงการไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของฝรั่งเศสอีกต่อไปแล้ว ชาวลาวจึงได้สร้...